"การให้ทานในแบบของพระพุทธศาสนา"
สามารถอ่านได้ที่ด้านล่างเว็บนะครับ

วันเสาร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2555

คาถาเงินล้านและวิธีสวด




***คาถาเงินล้าน**

ตั้งนโม 3 จบ

สัมปะจิตฉามิ นาสังสิโม
พรหมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ(คาถาปัดอุปสรรค)
พรหมา จะ มหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุ เม(คาถาเงินแสน)
มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุ เม(คาถาลาภไม่ขาดสาย)
มิเตพาหุหะติ(คาถาเงินล้าน)
พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง
วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย พุทธัสสะ
มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม(คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า)
สัมปะติจฉามิ(คาถาเร่งลาภให้ได้เร็วขึ้น)
เพ็งๆพาๆหาๆฤาๆ

(บูชากี่จบก็ได้ ตัวคาถาต้อว่าทั้งหมด ข้อความอธิบายในวงเล็บไม่ต้องสวด)
(พรหมา-อ่านว่า พรม-มา)
(สวาโหม-อ่านว่า สะ-หวา-โหม)

พระราชพรหมยาน(หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)
วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี

คำอธิบาย-

หลวงพ่อได้คาถาบทเหล่านี้โดยตรงจากองค์สมเด็จฯ(องค์ปฐม)ตั้งแต่ปี 2517 เป็นเวลา 4 ปี จึงจะได้ครบถ้วน ท่านบอกว่า คาถาที่ได้จากกรรมฐาน เขาจะไม่บอกใคร เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2527 เวลา 23.59 น. องค์สมเด็จฯ ได้อนุญาตให้ลูกหลาน และพุทธบริษัทใช้ได้เป็นสาธารณะ เพื่อช่วยบรรเทาสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ อีกทั้งการก่อสร้างของวัดท่าซุง จะต้องเร่งรัดให้เสร็จทันฉลองวัดในปี 2532 จึงจำเป็นที่จะต้องใช้คาถาเหล่านี้ช่วย เพื่อพุทธบริษัท และลูกหลานของหลวงพ่อ มีความคล่องตัวยิ่งขึ้น
คาถา"นาสังสิโม" หลวงพ่อให้ท่องเพิ่มเติมเมื่อปี 2532

คาถา"เพ็งๆพาๆหาๆฤาๆ" พระปัจเจกพุทธเจ้ามาบอกหลวงพ่อ เมื่อ พฤศจิกายน 2533 เป็นภาษาโบราณ แต่เทียบกับภาษาไทยอ่านได้อย่างนี้ เป็น"คาถามหาลาภ" มีผลยิ่งใหญ่มาก......

วิธีภาวนาคาถาเงินล้านให้บังเกิดผลวิธีที่ 1

ถาม : ตอนนี้ผมเจอปัญหาอยู่ ผมไปที่วัดท่าซุงและตั้งจิตที่จะปฏิบัติยึดตามคำสอนของหลวงพ่อ ผมฟังธรรมะท่าน ฟังเอ็มพีสาม ตั้งจิตไว้ว่าขอนิพพานในชาตินี้ ผมมานั่งคุยกับเพื่อน เขาบอกว่าเกิดจากการที่เราตั้งจิตขอให้จบในชาตินี้ วิบากกรรมที่ได้รับกลับมา ในทางธรรมผมเห็นความเปลี่ยนแปลงระดับหนึ่งซึ่งผมตั้งใจไป แต่ทางโลกมันเกิดปัญหาในเรื่องการงาน ที่เคยตั้งใจหวังไว้หลายอย่างถูกทำให้เลื่อนออกไป ห่างออกไป เลยขอความเมตตาจากท่าน

ตอบ : ไปเอา คาถาเงินล้านของหลวงพ่อวัดท่าซุง มาภาวนา สักเช้าชั่วโมงเย็นชั่วโมง ถ้าทำได้ต่อเนื่องกันสองเดือน ทุกอย่างจะคล่องตัวเอง เพราะในคาถาเงินล้านมีอยู่บทหนึ่งที่ใช้แก้ไขอุปสรรคโดยเฉพาะ ส่วนบทอื่นจะเสริมความคล่องตัวเรื่องการงานและการเงิน เราใช้เป็นคำภาวนาไปเลย ปกติเราจะภาวนาอย่างไรก็ช่าง แต่คาถาเงินล้านให้ภาวนาเช้าสักชั่วโมงเย็นชั่วโมง ภาวนาจับลมหายใจเข้าออกเหมือนกับที่เราภาวนาคาถาอื่น ไม่ใช่ท่องสักแต่ว่าให้จบ ภาวนาหายใจออกนึกตามไป หายใจเข้านึกตามไป ให้ใจอยู่เฉพาะหน้า ถ้าทำอย่างนี้ได้ต่อเนื่องสองเดือนก็จะเห็นผล ถึงเวลาก็อย่าบ่นแล้วกัน ถ้าอะไรไหลมาเทมาจนเยอะเกินกำลังของเรา

ถาม : สิ่งที่เข้ามาอาจจะหนักสำหรับเรา

ตอบ : แล้วคุณจะไปกลัวทำไม ?

ถาม : เรื่องสังขารร่างกายผมไม่มีปัญหา ผมไม่กลัว แต่..

ตอบ : คุณไม่ต้องไปใส่ใจ การที่เราตัดการเวียนตายเวียนเกิดนับชาติไม่ถ้วนลงไปได้ โดยการใช้ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในแค่ชั่วอายุไม่กี่ปีของเรานี้ ดีกว่าการเกิดมาทุกข์อีกนับกัปไม่ถ้วน แล้วทำไมเราจะอยู่กับโลกนี้โดยดีไม่ได้แทนที่จะรู้สึกกลัว ควรจะรู้สึกบันเทิงเริงใจมากกว่า ถ้าเขายิ่งทวงมากเท่าไร เราก็ไปได้เร็วเท่านั้น

ถาม : พระคำข้าว หลวงพ่อเคยบอกว่า..?

ตอบ : ไม่ต้องเสียเวลาหรอก ถ้าคุณไปภาวนาคาถาเงินล้านภายในสองเดือนก็รู้เรื่องแล้ว

ถาม : ภาวนาเช้าชั่วโมงเย็นชั่วโมง โดยประมาณใช่ไหมครับ ?

ตอบ : ใช่..เรื่องของเรายังไม่หนักหนาสาหัสหรอก เรื่องของพระคำข้าวที่ท่านให้ขอพรได้ อาตมาไม่ได้ยินจากปากของหลวงพ่อเอง

แต่เขาบอกต่อๆ กันมา แล้วมาเข้าหู อะไรที่ไม่ได้ยินมาจะไม่กล้ายืนยัน

ถาม : เห็นเขาอ้างว่าท่านบอก

ตอบ : อาตมาเพียงแต่บอกให้ทราบว่า ได้ยินมาอย่างนี้ แต่ไม่ได้ฟังจากปากหลวงพ่อเอง

ถาม : เขาบอกว่าถ้าไม่สุดๆ เต็มที่ จนเลือดตากระเด็น อย่าไปทำเลย

ตอบ : อาตมาเองก็ไม่เคยคิดที่จะทำด้วย เพราะว่าการที่เราใช้อะไรบางอย่างมากจนเกินไป ถึงเวลาเขาทวงคืนก็โดนมากเหมือนกัน

ถาม : เหมือนกับเราติดหนี้มากขึ้นใช่ไหมครับ ?

ตอบ : ใช่..เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นอย่าไปทำ ใช้ความสามารถของเราเองนี่แหละ ถ้าคุณภาวนาคาถาเงินล้านให้อารมณ์ทรงตัวเช้าชั่วโมงเย็นชั่วโมง ภายในสองเดือนต้องเห็นผลแน่นอน ขอยืนยันทุกวันนี้อาตมาทำอะไรง่าย จนคนเขาอิจฉากันหมดแล้ว เพราะจริงๆ ก็คือ คาถาบทเดียวนี่แหละ ขอให้เราทำจริงเท่านั้น ทุกอย่างสะดวกแน่

สนทนากับพระครูธรรมธรเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
เก็บตกบ้านอนุสาวรีย์ ต้นเดือนมีนาคม ๒๕๕๔


วิธีภาวนาคาถาเงินล้านให้บังเกิดผลวิธีที่ 2

ถาม : เรื่องลดค่าเงินบาท ?

ตอบ: ไม่ต้องถามจ้ะ เอาคาถาเงินล้านไปตั้งใจท่องอย่างจริงๆ จังๆ มันฟื้นเร็ว

ถาม : ท่องวันละ ๙ จบ ?

ตอบ: รู้มั้ย ? อาตมาเคยท่องวันละ ๑,๒๐๐ จบ จำไว้ว่าถ้าอยากรวยทำแค่นั้นนะเหรอ ? เยอะๆ หน่อย ๓๐๐,๕๐๐ จบไปเลยก็ได้ ท่องไปเลย ๓ วัน ๓ คืนก็ได้ คาถาเงินล้านมีเคล็ดลับอยู่ตรงที่ว่าอย่าทำเพราะอยากได้ให้ทำ เพราะว่าเป็นของดีที่สุดครูบาอาจารย์ให้ไว้ หน้าที่ของเราก็คือรักษาสมบัติครูบาอาจารย์ด้วยการท่องบ่นภาวนาเป็นปกติ อีกข้อหนึ่ง อย่าทำเพราะอยาก ว่าไปเยอะๆ อาตมาเริ่มต้นขึ้นมา ๓๐ ต่อไป ก็ ๓๐๐ มีแต่มากขึ้น ไม่มีน้อยลง ปัจจุบันนี้นึกได้เมื่อไรว่าเมื่อนั้น

ถาม : จะดีขึ้นมั้ยครับ ?

ตอบ: ถ้าหากว่าเอาคาถาเงินล้านไปทำ ทุกอย่างมันจะดี เพราะคาถานี้เป็นเรื่องของลาภผลโดยตรง แล้วห้ามบ่นว่าเหนื่อย ถ้าหากว่าเกี่ยวกับเรื่องการงานมันมาชนิดทำกันตายไปข้างหนึ่งเลย

ถาม : หนักไปทางสวดมนต์

ตอบ: อันไหนก็ได้ ขอให้เป็นการทำความดีเท่านั้น ในเมื่อเราสวดมนต์เก่ง ก็สวดคาถาเงินล้านแทนไปเลย

ถาม : ๙ จบน้อยไป ?

ตอบ: น้อยไป น้อยมาก อาตมาเองเล่นทีหลายๆ ร้อยจบมาหลายปีแล้ว มีอยู่ ๓ ปีเต็มๆ ที่ภาวนาคาถาเงินล้านวันละ ๓๐๐ จบเป็นอย่างน้อย ภาวนาไป ชักลูกประคำไปจน ๒ ข้างด้านเป็นเม็ดเบ้อเร่อเลย ลูกประคำเส้นนั้น โดนเขาปล้นไปแล้ว เพราะว่าชักมันจนเป็นแก้วไปเลย คิดดูแล้วกัน มือถูกับไม้จนกระทั่งไม้ใสเป็นแก้วไปเลย เป็นยังไงล่ะ ? ถ้าไม่ทำจริงๆ ขนาดนั้นไปไม่รอดหรอก

ทำเพราะว่าอาตมาเชื่อครูบาอาจารย์ ท่านบอกว่าอะไรก็เป็นอย่างนั้น ตลอดเวลาที่เริ่มต้น ตั้งแต่รู้จักศึกษาวิชาการที่สอนให้ ทุกอย่างเป็นไปตามนั้นหมด ในเมื่อท่านบอกว่าคาถาเงินล้านทำแล้วรวย

สมัยหลวงปู่ปาน ก็มีนายประยงค์ ตั้งตรงจิตร เจ้าของห้างขายยาตราใบโพธิ์ ท่านทำแล้วรวยเป็นหลักเป็นฐาน มาถึงรุ่นหลวงพ่อ ไม่มีใครทำจริงๆ อาตมาก็เลย...กูทำเองก็ได้ อาตมาใช้เวลาสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมเกาะพระฤๅษี เวลา ๑๓ เดือน สร้างครบถ้วนสมบูรณ์ทุกอย่างจากพื้นดินเปล่าๆ ปัจจุบันนี้ทำที ๔-๕ วัดพร้อมๆ กันโดยไม่กลัวไม่มีสตางค์ เพราะว่าคาถาบทนี้บทเดียว ไปทำเถอะ

ถาม : งานขาดทุน สับสน?

ตอบ: ไม่ต้องสับสนอะไรทั้งนั้น ถ้าเรามาถึงจุดนี้แล้ว โยมมีสมเด็จคำข้าวหรือสมเด็จหางหมาก สมัยหลวงพ่อไหม ? ถ้าหากว่าไม่มีไปหามาแล้วใช้ควบคาถาเงินล้าน ทุกอย่างจะคล่องหมด ขอให้ทำจริงๆ เท่านั้น ทุกอย่างจะคล่องตัวหมด

เคยภาวนาแล้วอยากจะรู้ว่า ในแต่ละวัน ถ้าเราตั้งหน้าตั้งตาภาวนาคาถาเงินล้าน ภาวนาช้าๆ สติจับตามอยู่ตลอดทุกคำ ประเภทที่เรียกว่าเน้นคุณภาพ ไม่เน้นปริมาณ จะดูว่าได้เท่าไร ปรากฏว่าตั้งแต่ตี ๓ ยัน ๑ ทุ่มของแต่ละวัน จะได้ประมาณ ๑,๒๐๐ จบ จะมีเวลาหยุดกินข้าว ตีซะว่า ๒ มื้อ ๑ ชั่วโมงแล้วกัน ตี ๓ ถึง ๑ ทุ่มทำอยู่ทุกวัน ทำอยู่ประมาณ ๓ เดือนเต็มๆ ทำจนกระทั่งคำนวณได้ว่าแต่ละวันจะได้ประมาณ แต่ถ้าท่องเร่งๆ ได้เยอะกว่านั้นเยอะ แต่นี่ประเภทเอาคุณภาพกันเลย ทำให้มันจริงๆ ซะที อาตมาเอาต้นทุน ๓๐๐ นี่ล่อซะ ๓ ปีเต็มๆ เสร็จแล้ว ๑,๒๐๐ จบนี่เล่นอยู่ประมาณ ๓ เดือน แล้วหลังจากนั้นมาเปลี่ยนเป็นนึกได้เมื่อไรก็ว่าเมื่อนั้น ไอ้เรื่องนับจบเลิกนับแล้ว


สนทนากับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
เดือนธันวาคม ๒๕๔๕(ต่อ)
ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ

ประวัติพระคาถาเงินล้าน




เสียงสวดพระคาถาเงินล้านพระวัดท่าซุง


ที่มา : http://board.palungjit.com


วันจันทร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2555

กรรมฐานแก้กรรมอย่างไร หลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน



กรรมฐานแก้กรรมอย่างไร หลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน

ถ้าท่านพบพระเมื่อใด ท่านจะสบายใจเมื่อนั้น
การเจริญกรรมฐาน ให้พบพระที่ถูกต้อง
ถ้าท่านกำหนดจิต โดยใช้ชีวิตที่จะพบพระ
มีการกำหนดจิตให้มีสติสัมปชัญญะ สร้างความดีให้กับตัวเอง
ท่านจะพบพระ จิตใจจะประเสริฐ จิตใจจะเย็นสบาย มีความสุข
ถ้าจิตใจมีแต่ความทุกข์ ท่านจะพบพระได้ที่ไหน
มาพบพระที่วัดอัมพวันก็ไม่ใช่พระของท่าน
พระอยู่ในจิตก็หารู้ไม่ กลับเอาพระออกจากจิตใจไปเสีย
เอาความวุ่นวายเข้ามาแทนที่ สร้างความดีไม่ได้ดังกล่าวแล้ว
ไฉนเลยเล่าจะพบของดีในตัวเอง ก็คงจะไม่ได้ผล
ไม่ได้อานิสงส์ในการพบพระในการปฏิบัติกรรมฐาน

ท่านโปรดทำความเข้าใจ บ่อบุญบ่อบาปอยู่ที่ใด เวรกรรมอยู่ตรงไหน
ที่ควรจะแก้เวรแก้กรรมจากการกระทำของตนนั้น ไม่ค่อยจะแก้กัน
มีแต่มาเพิ่มปัญหา มาเพิ่มเวรเพิ่มกรรม มาเพิ่มบาปให้กับจิตใจ
พระจะอยู่กับท่านได้อย่างไร
พระชอบมีความสุข ความเย็นใจ
ถ้าหากพระอยู่กับผู้ใด ผู้นั้นใจประเสริฐล้ำเลิศทุกประการ
ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ ท่านจะไม่มีความทุกข์เลย
ไม่ว่าจะมีบ้านใหญ่บ้านโต บ้านเล็กบ้านน้อยก็ตาม
จะมีแต่ความสุขความสนุกในการทำงานตลอดรายการ


อาตมากล่าวเบื้องต้นต่ำๆ ง่ายๆ ถ้าท่านตีความแล้วไม่เข้าใจ
ตอบท่านที เพราะท่านไม่ได้ปฏิบัติธรรม ปฏิบัติไม่ได้
เหตุที่ปฏิบัติไม่ได้ เพราะไม่ได้ใส่ใจในบุญ แต่ไปใส่ใจเรื่องอื่น
มีแต่ผีเข้าเจ้าสิง มีองค์นั้นองค์นี้เข้ามาสิง
แล้วจะพบพระได้อย่างไร ถ้าไม่มีพระ ปีศาจเข้าสิง
ถ้ามีพระประจำจิตประจำใจ ปีศาจที่ไหนจะมาสิง
องค์ไหนจะมาอยู่กับท่านขอฝากด้วย
ควรมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาสิงสถิตอยู่ที่จิตใจ
นำพระธรรมคำสั่งสอนมาปฏิบัติ
จะเกิดพระสงฆ์ รัตนอันประเสริฐล้ำเลิศให้แก่ท่าน
นั่นแหละพบพระ
ท่านจะมีจิตใจสะอาดหมดจดบริสุทธิ์
ไปไหนก็สะดวกสบายปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สิน
ท่านจะมีที่พึ่งทางใจสืบต่อไป

ถ้าท่านปฏิบัติธรรม จะพบพระธรรม
ถ้าท่านฟังแต่ไม่ได้เคยปฏิบัติตามที่ได้ชี้แจงแสดงบรรยายแต่ประการใด
ก็เห็นจะเป็นไปได้ยากมาก
การปฏิบัติธรรม ต้องรู้หลักกรรมฐาน
อาตมาพยายามอธิบายให้ชัดเจนเป็นภาษาไทย
ไม่ยกศัพท์บาลีไวยากรณ์แต่ประการใด
ถ้ายังไม่เข้าใจอีกก็คงต้องเลิกอธิบายได้ เพราะหมดโอกาสแล้ว
บัวสี่เหล่าอยู่ใต้ดินแล้ว หมดโอกาสจะรู้หรือลืมตาอ้าปาก
เหินฟ้าเห็นดินอย่างคนอื่นเขา เป็นไปได้ยาก
เพราะคนไร้บุญขาดวาสนานำพาส่งกุศล
ก็จะไม่ได้ผลแต่ประการใด

กรรมฐานพบพระ การกระทำให้ฐานะดี
เกาะอยู่ในจุดมุ่งหมายแห่งศีล สมาธิ ปัญญา
ให้จิตเกาะอยู่กับสติ สติเกาะอยู่กับจิตให้ได้
ถ้าเกาะกันติดเมื่อใด ท่านจะพบพระเมื่อนั้น
สัมปชัญญะความรู้ตัวว่า เราทำอะไรอยู่
ทำแล้วจะได้ประโยชน์อันใด
ทำแล้วจะเป็นบุญหรือเป็นบาปประการใด
ท่านจะรู้และเข้าใจประการนั้น
กรรมฐานต้องการจะให้ฐานะดี ให้จิตอยู่กับสติปัญญา
สติปัญญาอยู่กับจิต รับรองท่านจะมีพรสวรรค์อยู่ในตัวเอง
จะมีพระประจำใจ ไปเหนือมาใต้ปลอดภัยทุกประการ
จิตใจสะอาดบริสุทธิ์เกิดขึ้น สมองกลดลบันดาล
จะคิดอ่านเขียนเรียนวิชาสำเร็จ จะทำธุรกิจธุรการ
จะทำงานการค้าสำเร็จหมด มันอยู่ตรงนี้
แต่เราขาดการปฏิบัติมาก

บางคนมานั่งกรรมฐาน คุยกันไปคุยกันมา
ก็บอกอยากไปวัดโน้น วัดโน้นนั่งวันเดียว เห็นสวรรค์เห็นนิพพาน
แต่ที่วัดอัมพวันนั่งกรรมฐาน ไม่เห็นสวรรค์นิพพาน
อาตมาดูหน้าก็รู้ว่า ไม่เคยกำหนดจิตเลย
ไม่เคยคุมสติกำหนดจิตแม้แต่ 5 นาทีเลย แล้วจะพบพระไหม
มาเห็นพระสงฆ์เห็นผ้าเหลืองก็ใช้ได้ ก็ไม่ต้องไปวัดอัมพวันหรอก
ไปดูที่เสาชิงช้าก็ได้เพราะมีขายผ้าเหลืองมากมาย
บ้างก็มีนิมิตฝันไปอย่างโน้นอย่างนี้
ถามว่ากำหนดหรือเปล่า เขาบอกกำหนดอย่างไร
ถ้าท่านไม่เคยปฏิบัติมาจากที่ใด ทำตามที่อาตมาสอน
รับรองได้ผลภายใน 7 วัน
บางคนปฏิบัติจากสำนักโน้นบ้างสำนักนั้นบ้าง
เข้าใจผิดคิดว่าตัวได้ผลได้อานิสงส์มาแล้ว จะไม่ได้อะไรเกิดขึ้น


ถ้าท่านขาดสติเมื่อใด พระจะหนีเมื่อนั้น
สัมปชัญญะ ความรู้ตัว รู้ว่าเป็นบุญหรือเป็นบาป
ที่เราทำไปนั้นมันจะเดือดร้อนหรือไม่
นี่ตัวสัมปชัญญะ แปลว่า ตัวกำหนดชะตากรรมของตนเอง
บางคนบอกตนเองเคราะห์หามยามร้าย
เช่น พรหมลิขิตขีดมาให้ไม่ดี
ข้อเท็จจริงมิได้เป็นเช่นนั้นแต่ประการใด
เรามาขีดตัวเองให้กลับเลวร้ายต่อไป
ตัวเราเองเป็นคนขีดชะตากรรม มิใช่คนอื่นทำให้แต่ประการใด
เพียงยืนหนอ 5 ครั้งก็ทำกันไม่ได้
สับสนอลหม่านวุ่นวายกันนานาประการ จึงไม่รู้วาระจิตของตน
ถ้าพบพระประจำตนประจำถิ่นประจำฐาน ประจำครอบครัวเมื่อใด
ครอบครัวท่านจะมีแต่ความรุ่งเรือง มีแต่ความสุข
สามีภรรยาก็อยู่ด้วยความสุขความเจริญ
ไม่อยู่ร้อนนอนทุกข์เหมือนแต่ก่อนมา

อาตมาสังเกต บางคนเสียเงินค่ารถเดินทางมาปฏิบัติธรรม
แต่ไม่ได้สนใจปฏิบัติ เงินทองค่ารถที่เสียไปก็พอจะหาใหม่ได้
แต่อยากจะเรียนถามว่า เวลาที่หมดไปแล้วจะไปเรียกคืนได้จากที่ไหน
เวลาอันมีประโยชน์ เช่น วันพระควรเจริญกุศลภาวนา
ตั้งสติอารมณ์บ้าง ได้กำหนดจิตบ้าง
บางคนไม่รู้ว่ากำหนดอย่างไร ก็คือ กำหนดให้จิตมีสติ
เพราะจิตมันเป็นธรรมชาติ ต้องคิดอ่านรับรู้เหมือนเทปบันทึกเสียง
มันไม่มีตัวตน อารมณ์ นั่นคือ จิต
อารมณ์ดี คือ จิตดี อารมณ์เสีย คือ จิตเสีย
อารมณ์เลว คือ จิตเลว อย่างนี้เป็นต้น


อารมณ์ แปลว่า จิต จิตดีหรือไม่ดีมันอยู่ที่มีสติ
อยู่ที่ลมหายใจเข้าออกนั้นไว้บ้างหรือเปล่า
พองหนอ ยุบหนอ คือ ลมนั่นเอง
เรียกว่า อานาปานสติ
นำเอาสติเข้าไปในลมหายใจในปัจจุบัน
หายใจให้ยาว อย่าหายใจสั้น
คนที่หายใจสั้นโมโหเก่ง แล้วใจร้อน
ทำอะไรไม่ได้ผล ไม่ได้กุศลแต่ประการใด
ทำให้ได้ปัจจุบันธรรม หมายความว่า ให้สติอยู่กับจิต
ให้ปัจจุบันผนวกโดยสัมปชัญญะ
สัมปชัญญะแปลว่า รู้ตัว บางคนนั่นไม่รู้ตัวเลย ดิ่งพสุธา
สมาธิมีมาก แต่ขาดสติ ในเมื่อขาดสติแล้ว ก็งูบหน้างูบหลัง
ไม่สามารถกำหนดจิตของตนเองได้
การกำหนดนี้ แปลว่า ชะตากรรมจากการกระทำ เรียกว่า กรรมฐาน

กรรมฐาน แปลว่า ฐานะอยู่ในสิ่งที่เป็นบัณฑิต มีความคิดสูง
ออกมาในลักษณะนี้เรียกว่า พบพระ
พระ คือ ใจประเสริฐ
คนใดมีสติสัมปชัญญะควบคุมจิตไว้ได้
ไม่ให้จิตฟุ้งซ่านออกไปคิดเสียใจ โกรธ ผูกพยาบาท
ถ้ามีพระประจำจิตประจำใจ มีสติสัมปชัญญะดีแล้ว
ลมหายใจเข้าออกได้ปัจจุบัน จะเสมอต้นเสมอปลาย
สติก็จะดีขึ้น พระก็จะเริ่มมา
จิตใจก็ล้ำเลิศ อารมณ์ก็ดี มีปัญญา
จะคิดเขียนเรียนวิชาก็สำเร็จ จะขายบ้านขายที่ดินก็สำเร็จ
สำคัญมีแต่ผูกใจเจ็บ พระท่านก็หนีออกจากจิตใจไป
คือ สติสัมปชัญญะเพี้ยนไป ขาดสติขาดสัมปชัญญะมาก
จึงไม่มีโอกาสพบพระ จะไม่มีโอกาสพบผู้มีปัญญา


ปัญญาก็ติดมากับตัวเราทุกคน แต่นำเอาปัญญาไปทิ้งเสีย
เอาสิ่งอื่นมาแทนที่ จึงกลายเป็นคนไร้ปัญญา ขาดวาสนา
จะทำมาหากินก็ไม่ขึ้น ไปประกอบอาชีพการงานก็ไม่ได้ผล
เขาค้าขายกัน 3 ปีมั่งมีศรีสุข เราค้าขาย 3 ปีหมดไป
ไม่มีอะไรเหลืออยู่ แม้แต่กำไรก็ไม่ได้
ทุนก็หมดไปด้วย อย่างนี้เป็นต้น

นี่ความหมายการเจริญกุศลภาวนานี้ ต้องการจะพบพระ
หายใจยาวๆ คนที่มีสติสัมปชัญญะอยู่ตลอดเวลา จะมีปัญญา
คนที่อารมณ์เย็นมีปัญญา คนอารมณ์ร้อนไม่ค่อยมีปัญญาหรอก
ทำชั่วได้ง่ายโดยไม่รู้ตัว
วูบเดียวเท่านั้น เสียข้าวเสียของเดือดเนื้อร้อนใจตลอดรายการ
ไฉนเลยเล่าจะพบพระ พระหนีหมด
ทั้งนี้ไม่จำเป็นต้องไปเช่าพระมาแขวนคอ แล้วจะให้พระช่วย
บางคนก็ไม่เข้าใจ เวลาปวดก็บอกขอให้ครูอาจารย์ช่วยหน่อย
ช่วยแผ่เมตตาให้หน่อย ครูอาจารย์ก็โง่เหมือนกัน แผ่เมตตาเลย
ไม่ใช่อย่างนั้นมันคนละเรื่องกัน
ปวดนี่ดีแล้ว ถ้าเจริญกรรมฐานไม่ปวดไม่เมื่อยแล้ว
จิตไม่ออกใช้ไม่ได้ มันจะต้องสับสนอลหม่าน
จะต้องปวดเมื่อยทั่วสกลกาย นั่นแหละได้ผล
เราต้องตั้งสติกำหนดตรงนั้น ปวดกี่เปอร์เซ็นต์ ปวดขนาดไหน
มันจะแจ้งแก่ใจ เป็นปัจจัตตังของมันเอง
และการปวดนั้นมันมีสภาวะรูป อาศัยรูป และสังขารปรุงแต่ง
จึงปวดทั่วสกลกาย ถ้าเราขาดรูปไป ขาดนามไป มันจะปวดได้หรือ

บางคนก็แน่เลยมานั่งกรรมฐาน มีหมอนวดมาด้วย
เลยก็ต้องนวดกัน แล้วจะพบพระได้อย่างไร
จะพบแต่ความเลอะเทอะเปรอะเปื้อนเศร้าหมองใจ
แล้วหาว่านั่งกรรมฐานไม่ได้ผล
เท่าที่อาตมาสังเกตดูเสียดายเวลาเรียกคืนไม่ได้แล้ว
กลับไปบ้านก็แบบเก่า ไม่ได้เคยเอาพระไว้ในจิตใจเลย
กลับไปนั่งทะเลาะกันอีก แล้วมานั่งแลกบุญกัน
มานั่งให้สามีกลับ มานั่งให้ขายที่ขายทางได้
ถ้าท่านมีบุญวาสนา หยิบเงินไหลนองหยิบทองไหลมา
นี่แหละคนมีบุญวาสนา ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้
เหมือนชาติทองคำต้องสู้ไฟ ไม้ใหญ่ต้องสู้ลมเช่นดังกล่าวมา

คนบางคนไม่สู้เลย ไม่มีความอดทน ไม่ใช่ทองคำ ก็คงจะเป็นตะกั่ว
เป็นทองแดง เป็นทองเหลือง
ไม่มีความอดทนต่อสู้กับเหตุการณ์ของชีวิต แล้วจะได้อะไรหรือ
สร้างบุญให้มันเกิดแก่ตัวเอง
ให้เกิดวาสนานำพาส่งผลกุศลได้ด้วยตัวเอง
ใครทำใครได้ ใครไม่ทำใครก็ไม่ได้
บุญนั้นแบ่งกันไม่ได้ ไม่ใช่บุญบาปแบ่งได้นะ
อาตมาไปทำบาปอย่างร้ายแรงมา ให้เอาของชั่วมาให้ท่านจะเอาไหม
ทุกคนไม่ต้องการของชั่ว ต้องการของดีทั้งนั้น
แต่ไม่สร้างความดีดังที่กล่าวมา
เอาแต่ของชั่ว ตามใจตัวเอง มันหลั่งไหลไปสู่ที่ต่ำ คือ จิต

อาหาร 3 อย่างของจิต คือ โลภ โกรธ หลง
จิตมันชอบสิ่งที่สบายด้วยกันทุกคน แต่ต้องฝืนใจ จึงจะพบของดี
คนเราฝืนใจไม่ได้ เอาดีไม่ได้แน่นอน

ขอเจริญพรอย่างนั้น อาตมาจึงมาเปรียบเทียบพังเพยให้ฟังว่า
ผู้หญิงที่น่าเกลียด คือ ผู้หญิงที่ตามใจตัว
ผู้ชายที่น่ากลัว คือ ผู้ชายที่ไม่รู้จักเกรงใจคน
ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ ขอฝากไว้คนจะรู้ตัวได้
เพราะมีสติ มีสัมปชัญญะ มีกรรมฐานอยู่ควบคุมไว้ได้
จิตนั้นจะรู้ตัวว่าทำดี หรือทำชั่วประการใด
มันจะระลึกชาติของตัวเองได้ดังที่กล่าวมา


ถ้าหากว่าไม่พบพระ จะระลึกอะไรไม่ได้เลย
เพราะจิตใจมันไหลไปสู่ที่ต่ำ มันจะดึงไปสู่ความไม่ดี
อาหารจิตมันชอบโลภ อยากได้ ชอบขี้เกียจ
ชอบอิจฉา ชอบริษยา จิตมันชอบสบาย คือ คนโง่
ไม่ชอบเฉลียวฉลาด ชอบนอนไม่เอาการเอางานแต่ประการใด
เรียกว่า อาหารจิต เรียกว่า โมหะ โง่ที่สุด โง่เง่าแถมเต่าตุ่น
เต่าก็ยังดีกว่ากระต่าย ยังพยายามต่อไป
ขามันสั้นก็พยายามจนถึงที่หมาย
คนเราถ้าขาไม่อยากเดิน ไม่อยากก้าว ไม่อยากสร้างความดี
มันก็อายหอยอายเต่า หอยนั้นมันเอาปากเดิน
เดินได้ระยะทางเป็นกิโลๆ ตัวตุ่นนั้นเป็นอันว่าใช้ไม่ได้
ไม่ได้มองหน้าใครเลย ตัวโมหะนี่ตัวตุ่น

คนดีมีปัญญาจะลงทุนความลำบากเสมอไป
นี่แหละพระเอกนางเอกละครชีวิต
สร้างความดีต้องลงทุนความลำบากได้
คนชั่วชอบลงทุนความสบาย
กินสบาย นอนสบาย ไม่เอาการเอางาน
ออกมาอย่างนี้เอาปูนหมายหัวไว้ก่อน
ไม่เป็นพระเอก ต้องเป็นขี้ข้าเขาตลอดไป
จะไปอยู่บริษัทไหน ก็ต้องเป็นขี้ข้าเขา
จะเป็นหัวหน้าเขาหรือจะเป็นเจ้าของบริษัทหาได้ไม่
คนที่ดีมีปัญญา เขาลงทุนความลำบากเหลือเกิน
การเจริญกรรมฐานบอกไวัชัด
คนที่สร้างความดีต้องลงทุนความลำบากทั้งนั้น
สร้างความดีต้องมีอุปสรรค เจริญกรรมฐานต้องมีอุปสรรคคือมาร
มารจะต้องมาผจญกับท่านแน่นอน
จะคอยกระซิบบอก เลิกเถอะ ไปนั่งทำไม
ทรมานกายไปเปล่าๆ แล้วก็เลิกไป
แพ้มารสอบตก มารตัวนั้นอยู่ที่ไหนหรือ ก็อยู่ที่ตัวเรานั่นเอง
กลายเป็นปีศาจผีสิง เรียกว่า สันดาน
ไฉนเลยจะได้ดิบได้ดีไปกับเขาได้ มันจะหมดโอกาสสร้างความดี


คนเรานั้นไม่ชอบไปนั่งตากแดดหรอก
อยากอยู่ในที่ร่มด้วยกันทุกคน
แต่จุดมุ่งหมายวิธีปฏิบัติมันมิได้เป็นเช่นนั้น
คนที่ดีมีปัญญาต้องอดทน ตรากตรำทนความลำบาก
และทนความเจ็บใจได้ทุกประการ จึงจะพบของดี
ถ้าอดทนไม่ได้แล้วนั้น จะไม่พบของดี พบของปลอมในจิตใจ
จิตตัวเองเก๊ เอาดีไม่ได้จะไปไหนก็เก๊ตลอด
จะทำอะไรก็เก๊ ไม่มั่นคง เป็นคนหยิบโหย่ง
ขึ้นห้วยลงเขา เอาการเอางานไม่จริง
ทำอะไรจิ้มๆ จ้ำๆ เหมือนการเจริญกรรมฐาน จิ้มๆ จ้ำๆ เจ๊าะๆ แจ๊ะๆ
แถมเอาเรื่องมาให้ด้วย
มาทำให้เปลืองเวลาคนอื่นเขาด้วย อย่างนี้เป็นต้น

การเจริญกุศลภาวนา ต้องการต่อสู้ชีวิต
ต้องใช้ชีวิตเป็นเดิมพัน
ต้องการจะใช้ชีวิตให้เกิดประโยชน์ในการเดินทางของตน
ต้องการให้ตนเองพบพระที่แน่นอน
พบพระแท้ในตัวเอง ไม่ใช่มาพบอาตมาแล้วถือว่า พบพระแล้ว
หาว่าเป็นพระ สุปฏิปันโนบ้าง สุปฏิปันโนมันอยู่ที่ใจท่าน

สุปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปฏิปันโน ภะคะวะโต
สาวะกะสังโฆ สามีจิปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ เป็นต้น
เราต้องการจะพบพระที่จิตใจของเรา
การเป็นผู้ประพฤติดีต้องปฏิบัติชอบด้วย
คือ ตัวเราเป็นผู้ประพฤติดีแล้ว ปฏิบัติชอบประกอบกรรมดีแล้ว
ไม่ประกอบกรรมชั่วอีกต่อไป จึงจะเป็นสุปฏิปันโน

วันเสาร์วันอาทิตย์ บางคนไปทัวร์บุญกัน
ไปหาพระสุปฏิปันโนกันเป็นทิวแถว เสียดายเสียใจด้วย
น่าจะพิจารณาตัวเองด้วยว่ามีพระสุปฏิปันโนไหม
ประพฤติดีแล้วหรือยัง ปฏิบัติชอบแล้วหรือยัง
หรือจะประกอบกรรมชั่วแต่ประการใด
จะเห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นคนชั่วเป็นคนดีไป
นั่นแหละเศรษฐีในใจ แล้วแล่นใบบนบกกัน
นั่งกรรมฐานต้องการให้เป็นเศรษฐีร้อยล้านพันล้าน
ถ้าท่านมีบุญวาสนาพบพระเมื่อใด ใจประเสริฐเมื่อใด
เงินจะไหลนองทองจะไหลมาเอง
ทานและการบริจาคก็เกิดขึ้น คือ เมตตา
เอาสติปัญญาไปช่วยเขา ไม่จำเป็นต้องใช้สตางค์
ใชัปัจจัยแต่ประการใด ใช้สมองไปช่วยเขา
ใช้สติปัญญาไปแนะนำเขา ใช้กำลังกายไปช่วยแบกหาม
แล้วไปช่วยงานกัน ใช้จิตใจให้กำลังใจ และเมตตาต่อกัน
สายสัมพันธ์เรียกว่า มนุษยสัมพันธ์ ทำให้คนเลื่อมใสศรัทธา
ทำให้คนนิยมชมชอบ ทำให้มีไมตรีจิตมิตรภาพเกิดขึ้นแก่ตนเอง

ถ้าท่านมีพระประจำจิตมีพระประจำใจแล้ว
ท่านจะเต็มไปด้วยความรัก ความเมตตาปราณี
อารีเอื้อเฟื้อขาดเหลือคอยดูกัน ไปเหนือมาใต้มีแต่คนรัก
มีแต่คนนิยมชมชอบ มีแต่ให้คนเลื่อมใสศรัทธาเกิดขึ้น
แล้วทำให้คนเหล่านั้นมีไมตรีจิตกับเราผู้มีพระประจำจิตประจำใจ
ไปที่ใดมีแต่คนต้อนรับขับสู้ ดูพองามตามระเบียบของคนที่พบกัน
มีมนุษย์สัมพันธ์ มีอัธยาศัย มีน้ำใจอันงามออกมาแสดงให้เขาเห็น
นี่สิจึงเป็นสุปฏิปันโน มีแก้วประเสริฐอยู่ในจิตใจ
นึกเงินไหลนอง นึกทองไหลมา
ไม่จำต้องกล่าวว่าต้องไปหาพระในถ้ำ
ไปหาสุปฏิปันโนตั้งแต่ภาคอิสานยันภาคใต้
มาวัดโน้นไปวัดนี้หาพระสุปฏิปันโน กลับไปเสียเงินเสียทอง
แล้วพระในใจก็ไม่มีสุปฏิปันโน
ความประพฤติดีประพฤติชอบในตัวเองก็หมดไป
ไม่มีเหลืออยู่แม้แต่น้อย ไหนเลยพระสุปฏิปันโนอยู่ตรงไหน
แล้วจะเอาอะไรมาเป็นตัวอย่างได้

เราบอกว่า พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้า
ก็คือ พระรัตนตรัยอยู่ที่จิตใจของท่าน
ท่านก็เกิดผลปัญญา เกิดปัญญาคุณ พระวิสุทธิคุณก็เกิดขึ้น
คุณอันเป็นประโยชน์ ก็คือ เมตตา
ได้แก่พระมหาเมตตาคุณของพระพุทธเจ้าอยู่ประจำจิตประจำใจท่าน
และท่านก็บริสุทธิ์ใสสะอาด บริสุทธิ์เกิดขึ้นเอง
ในเมื่อเกิดขึ้นเองแล้ว สุปฏิปันโนก็เกิดแจ้งชัดขึ้นมา
เป็นผู้ประพฤติดีแล้ว ปฏิบัติชอบแล้ว ปฏิบัติกรรมดีแล้ว
ไม่มีกรรมชั่วต่อไป ท่านก็เอาอันนี้ไป
ญายะปฏิปันโน สามีจิปฏิปันโน
ตรงคงวาคงศอกถูกต้องทุกประการแล้ว
จะแสดงพฤติกรรมไปให้คนอื่นเขาเมตตา
เขาดูตัวอย่างที่ดี เรียกว่า ไมตรีจิตมิตรภาพ
แสดงออกให้คนอื่นเขาเห็นว่า มีมิตรภาพ
ทุกคนชอบมีไมตรีจิต ชอบมิตรภาพ
ชอบสังคมในเรื่องเมตตา
จะไปทางไหนมีแต่คนบูชา มีแต่คนรัก คนเกลียดจะไม่มีเลย

ใครจะเกลียดพระ ถ้าท่านใจเป็นพระแล้ว
ใจเป็นมหานิยม มีนิยมชมชอบ คือ ปัญญานี่เอง
เรียกว่า ภาวนามยปัญญา
ปัญญาภาวนาให้มันเกิด ให้พระเกิดที่จิตใสสะอาด
เหมือนทองคำธรรมชาติ ปัญญาก็ไว
ทำอะไรคล่องแคล่วว่องไว รวดเร็วทันใจ
ถูกต้องเป็นธรรมภาวนาให้มันผุดขึ้นมาในใจ

มีพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ
จะรู้กฎแห่งกรรม จะระลึกชาติได้
สามารถจะแก้กรรมได้โดยภาวนาอันนี้ เรียกว่าทำให้เกิดปัญญา
ภาวนาหนักเข้ามีสติสัมปชัญญะ
เจริญสติปัฏฐาน 4 กายานุปัสสนา
กายจะยืน เดิน นั่ง นอน เลี้ยวซ้ายแลขวา คู้เหยียด เหยียดขา
มีสติสัมปชัญญะ จะเดินก็เป็นพระ จะพูดก็พูดแบบพระ
พระนี้ คือ ใจประเสริฐ พูดออกมาทางวาจาไพเราะเพราะพริ้ง
อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก
แต่ลมปากหวานหูไม่รู้หาย
พูดดีเป็นเงินเป็นทองไปหมด พูดไม่ดีเสียข้าวเสียของหมด

บ่อบุญ บ่อบาป จึงอยู่ที่วาจา อยู่ที่ทวาร 3
ทวารกาย ทวารวาจา ทวารใจทวารจิตนี่เอง
เป็นบ่อบุญบ่อบาปใช่หรือไม่
บางคนบ่นเสียดาย บอกให้มาฟังธรรมะหน่อยในวันพระจะพูดให้ฟัง
ลาไปแล้ว จะต้องไป ธุรกิจต้องรีบไป ควรจะนั่งฟังก่อน
แล้วมาบ่นว่ามาตั้ง 3 หนไม่เจอหลวงพ่อเลย
ถามว่ามาวันพระบ้างหรือเปล่า บอกวันพระไม่ได้มา
วันพระก็ลาไปแล้วจะเจอกันหรือ
โยมมาทางเหนือ อาตมามาทางใต้
คงไม่เจอกัน แล้วจะไปนัดพบกันตรงไหนเล่า

การเจริญกรรมฐาน ขอให้ทำให้ได้จริง พูดให้มีเหตุผล
มีกุศล ไม่โฮกฮาก ไม่ใช่คำหยาบ และวาจาก็ไม่สามหาว
บางคนนึกจะพูดก็ไม่มีหูรูดนะ ไม่ได้ตั้งสติเลย นี่คือ กรรมฐาน
จะพูดอะไรตั้งสติก่อน บางทีไปว่าเขา พอนึกได้ก็เสียใจ
กำหนดไม่ทัน เสียใจต่อมาภายหลังทุกคน
การเจริญกรรมฐานต้องการกำหนดปัจจุบัน
เป็นการแก้กรรมปัจจุบันที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ที่จะมาปรารภในวันข้างหน้า นี่มันต้องแก้ตรงนี้นะ

อาตมาเสียใจด้วยกับคนที่ไม่ได้ปฏิบัติจริง เสียเวลาเหลือเกินนะ
มานั่งคุยกัน มาฆ่าเวลาทำไมเล่า
จะได้กำไรแน่ๆ ไปค้าขายวันนี้ขาดทุน พรุ่งนี้ก็ได้กำไรนะ
เสมอตัววันนี้พรุ่งนี้จะได้กำไร มันต้องขาดทุนก่อนเสมอ
จะทำมาหากินก็ต้องลงทุน ปฏิบัติกรรมฐานก็ต้องลงทุนใช่ไหม
บุญกุศลสำคัญมาก เสียเพื่อได้ ช้าเพื่อไว
รวดเร็วทันใจถูกต้องเป็นธรรม ต้องการตรงนี้
เป็นบุญเป็นกุศล ทวาร 3 เป็นสำคัญ
กายานุปัสสนา ตั้งสติไว้ ถ้าสติดี สัมปชัญญะดี
กายนอกกายใน เรียกว่า กายทิพย์
มีทิพย์อำนาจทางกาย จะยืน เดิน นั่ง นอน มีคนชอบ
มีมารยาท เดินไม่ขย่มธรณี ไม่ลงส้น เดินเรียบร้อย สวยน่ารัก
ถ้าท่านเดินมีสติสัมปชัญญะ มีพระอยู่แล้ว
เดินจะสวยงามเหมือนพระพุทธเจ้าปางพุทธลีลา
ใครเห็นใครชมนิยมชอบ ออกมาเป็นระบบนี้จึงจะเรียกว่า กรรมฐาน

ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะแล้ว ไม่ต้องไปเรียกขวัญ
ปลอบขวัญแต่ประการใด เรามีขวัญเรือนอยู่แล้ว
เราก็เป็นพ่อขวัญแม่ขวัญอยู่ในตัวเอง
เรามีบุตรธิดาเป็นลูกแก้วลูกขวัญของบ้านเราต่อไป
ได้ภรรยาเป็นเมียแก้วเมียขวัญ
ได้ผัวก็เป็นผัวแก้วผัวขวัญอยู่ด้วยกันราบรื่นชื่นบาน
อยู่กันแบบพระ ใจก็เป็นพระไม่ทะเลาะกัน
จะไม่สงสัย ไม่มีหึงหวงหนักหน่วงในหัวใจ
จะไม่ทั้งรักทั้งแค้น ทั้งแน่นในทรวง หึงหวงหนักหน่วงในหัวใจ
ถ้าหากว่าสามีไม่ใช่พระ ไม่ใช่ผัวแก้วผัวขวัญ
ก็ขอให้ภรรยเป็นเมียแก้วเมียขวัญ
มีพระประจำใจก็ดึงเอาสามีเข้ามีดีได้
ออกมาอย่างนี้จึงต้องมาค้นพบพระด้วยการเจริญพระกรรมฐาน


เราเป็นผู้ใหญ่ด้วยกันทุกคน ไม่ต้องไปว่ากล่าวตักเตือนกันอีกต่อไป
ท่านสร้างความดีก็ไม่ไปไหนเสีย ท่านสร้างความชั่วก็ติดตัวท่านนั่นเอง
ไม่มีใครเขาแบ่งความชั่วของท่านไปได้
ไม่มีใครเขาแบ่งบุญไปได้
เรามีความสุขความเจริญในครอบครัว
ผู้ใดอยากมีความสุขก็ปฏิบัติเอาเอง
ต่างคนต่างทำเอง ไม่ใช่ว่ามีความสุขเอาความสุข ไปแบ่งให้เขาได้
รับประทานข้าวแทนกันให้อิ่มแทนกันไม่ได้
แม้ใช้เงินแทนกันได้จริง แต่ทุกสิ่งก็ต้องใช้หนี้ เป็นกฎแห่งกรรม
ขอฝากท่านทั้งหลายไว้ด้วย

ถ้ามีพระประจำใจ จะเห็นด้วยปัญญาทั้งหมด
จะไม่เห็นความชั่วของใคร
ถ้าหากว่าเขาจะชั่วร้ายสามานย์อย่างไร ก็เห็นแต่ความดี
มีแต่เมตตาปรานีเท่านั้น มองคนในแง่ดีเสมอ
บางคนจิตไม่เป็นพระ ใจเป็นอกุศลกรรม
เป็นบาปเป็นกรรมติดตัวแล้ว
จะมองคนในแง่ร้ายหมด ตัวดีคนเดียว คนอื่นเสียหมด
จะออกมาในรูปแบบนี้ เป็นบาปกรรมติดตัวไปในอนาคต
และสัมปรายภพในเบื้องหน้าต่อไป

ถ้าท่านโกรธใคร ไม่พอใจ เรียกว่า ความไม่สบายใจ
โกรธฝากไว้ในใจเป็นบาปแล้วไม่เป็นคุณประโยชน์แต่ประการใด
ถ้าท่านอารมณ์ค้าง มันจะติดขัดไปหมด
เราต้องกำหนดจิตให้มันหายโกรธก่อน
อย่าให้มีอารมณ์ค้างติดตัวไป ค้าขายก็ขาดทุน
เรื่องที่จะตกลงแล้วก็เป็นอันยกเลิก
เรื่องจริงยกตัวอย่างให้ฟัง มีสองสามีภรรยากลางคืนทะเลาะกัน
ภรรยาหึงหวงสามีว่า จะไปหาผู้หญิงคนใหม่ ตบตีกัน
บ้านเขาใหญ่โตอย่างกับวัดกับวัง
พรุ่งนี้นัดจะตกลงเซ็นสัญญารับเงิน 12 ล้านบาท
ภรรยาไปเจรจาคนเดียว สามีไม่ไปตามนัด
เพราะต้องเซ็นสัญญาคู่กัน เลยพลาดโอกาสทางธุรกิจ
เขายอมให้ริบมัดจำล้านเศษ
รายนี้อาตมารู้จักกันดีไม่ขอออกชื่อเขา มาวัดอัมพวันบ่อย
เคยเป็นลูกศิษย์กรรมฐาน แต่ไม่ได้สนใจกรรมฐาน
มาสนใจเรื่องอื่น นี่แหละใกล้เกลือกินด่าง
สัปเหร่ออยู่ใกล้ผี ชีอยู่ใกล้พระ แบบนั้นแหละ
ขอตีความให้ฟัง ไม่ได้ผลได้ประโยชน์ประสิทธิผลแต่ประการใด
นี่เห็นไหม อารมณ์ค้างเสียหายมากขัดข้องทางเทคนิค
ฝ่ายที่จะตกลงซื้อเขาว่าบ้านี้เป็นอย่างไรทะเลาะกันบ่อย
เขารำคาญ จึงไม่ยอมตกลงทำให้เกิดความเสียหาย
ไม่เกิดผลดีแต่ประการใด

ถ้าท่านอารมณ์ไม่ดี จิตใจเป็นอกุศล เป็นบาปกรรม
ท่านแผ่ทุกข์ไปให้ลูกเป็นทุกข์ไปหมดเลยนะ
เอาทุกข์มาแผ่ให้พ่อแม่ พ่อแม่ก็มีแต่ความทุกข์
หาความสุขไม่ได้เลย อย่างนี้เป็นต้น
วันนี้มาหาที่กุฏิลูกไม่เลี้ยงพ่อแม่เลย
นั่นเป็นกรรมของแม่นะ ลูกไม่เอาใจใส่เลย
ลูกก็ใช้แม้เลี้ยงหลานให้เฝ้าบ้านแล้ว
แม่ก็ไม่สบายโทรศัพท์มาให้แม่ไปเลี้ยงหลานที่สหรัฐอเมริกาต่อไป
ทั้งที่แม่ก็เป็นอัมพาต นี่ขอฝากไว้อย่าลืมนะ
กรรมตามสนองแน่ๆ ท่านจะเอาอะไรมาเป็นหลัก
ตอนที่ท่านดีๆ นั้น ท่านก็ยังไม่รู้
ท่านไปประสบทุกข์ขึ้นมา ท่านจะรู้ได้
ได้แต่บนกับผีดีกับพระ เวลาดีๆ ก็ไม่เคยนึกถึงพระ
พระในที่นี้ไม่ต้องมาคิดถึงอาตมาหรอกว่าเป็นพระ
คิดถึงตัวท่านให้มาก เอาพระมาไว้ประจำใจ
จะได้มีที่พึ่งทางใจติดตัวไป คือ รัตนตรัย
พระมาเกิดแล้วนั้นช่วยตัวเองได้ เอาพระมาไว้ในใจ

บางคนมาบ่นให้ฟังบอกว่า หลวงพ่อคะ ลำบากจังเลย
ร่างกายก็ไม่ดี ทำโน่นก็ไม่ได้ ทำนี่ก็ไม่ได้ อันนี้เพราะทำไม่จริง
ต้องตั้งสติทำซิ จะได้รู้ว่างานนี้ควรทำหรือไม่ควรทำ
ควรไปหรือไม่ควรไป ควรจะเว้นหรือไม่เว้น ควรจะละหรือไม่ละ
มันจะบอกเอง ถ้าขาดทุนไปมากมายก่ายกองแล้ว
ท่านจะช่วยใคร ช่วยตัวเองก็ไม่ได้แล้ว นี่แหละกรรมฐาน

ทำสิ่งใดขอให้ทำจริง ของดีอยู่ที่ตัวเราทุกคนแล้ว
อย่าไปเอาของชั่วเลย
คนที่เสียสัจจะวาจาที่รับกรรมฐานจะทำมาหากินไม่ขึ้น
คนที่ดี สัจจังเว อมตวาจา มีวาจาสัตย์
วาจาก็ศักดิ์สิทธิ์ พูดเงินไหลนองทองไหลมา
ถ้าทำได้ก็ขออนุโมทนา ออกไปแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
อย่าไปก่อเวรก่อกรรม
จงชนะด้วยการอย่าไปจองเวรจองกรรม
เอาชนะท่านผู้ใดอีกต่อไปเลย
โปรดจงแผ่เมตตาสร้างความดีในกรรมฐาน
เอาศัตรูมาเป็นมิตรเป็นคู่คิดกับเรา
มารณรงค์ความคิด มาผูกมิตรด้วยคุณธรรม
เป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อไป

คัดลอกจาก...
http://www.jarun.org


เครดิต ::


กรรมฐานแก้กรรม....อย่างไร ?

ทำไม ท.เลียงพิบูลย์ จึงเชื่อ กฎแห่งกรรม
จากคำเล่าของ หลวงพ่อจรัญ แห่ง วัดอัมพวัน

นอก เหนือจากการเจริญกุศลภาวนาแก้ไขปัญหาแล้ว จงแผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวร หนักจะกลายเป็นเบา บางคนบ้านจะต้องถูกไฟไหม้ แต่แล้วเพียงแต่ขโมยลักของไปเท่านั้น ทั้งนี้เพราะเรามีการแผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวร แผ่เมตตาไม่ได้ เจ้ากรรมติดตามต่อไป และบุญก็ไม่สร้างกุศลก็ไม่ทำ รับรองท่านไฟไหม้บ้านแน่ๆ นี่เหตุผลมันมีมาแล้วหลายเรื่อง ที่อาตมาจับได้เป็นกฎแห่งกรรม

ขอฝากพี่น้องไว้ ทางสายเอกอยู่ตรงนี้นะ ทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ ก็หาความปลอดภัยไม่ได้ รีบเตรียมหาอาวุธติดตัวท่านไปให้จงได้ คือปัญญารอบรู้ในกองสังขาร แก้ไขปัญหาได้ เอาไปเถิด ท่านจะประเสริฐในอนาคต

เดี๋ยวสติก็จะบอก ว่า ขึ้นรถไฟก็ต้องตกราง ไปรถคันนี้มันก็ต้องคว่ำ นี่ทางสายเอกนะ สายเอกอยู่ที่จิตนี่คือกรรมฐานที่ปฏิบัติได้ รับรองจะเลี่ยงทางได้ถูกต้องว่ารถจะชนกัน ตอนนี้เราจะได้เลี่ยงทางไปอย่างนั้น ไม่จำเป็นต้องคนช่วยได้นะ ผียังช่วยได้ อาตมาประสบมา

ท. เลียงพิบูลย์ ตอนสมัยอายุ ๓๖ ปี ท่านยังหนุ่มอยู่ มาคุยกับอาตมาเสมอ บอกว่า “ หลวงพ่อครับ ผมเองประสบมา ผมไม่เชื่อกฎแห่งกรรมเลยนะ ไม่เชื่อผี ไม่เชื่อปีศาจราชฑูต แต่ผมเจริญกุศลภาวนาแล้ว พอจะเชื่อกฎแห่งกรรมบ้าง ผีช่วยได้ “

สมัย ก่อนนานมาแล้ว ประมาณ 37-38 ปี มีเด็กสาวคนเหนึ่งเรียนธรรมศาสตร์ ผิดหวังเรื่องแฟน เรื่องสอบ เดินทางโดยรถไฟไปพักที่ลำพูน กินยาตายในห้องพักโรงแรมเขียนหนังสือบอกไว้ พ่อแม่ทราบก็มารับศพลูกไปบำเพ็ญกุศล

เขาบอกว่าจะกระโดดตรงถ้ำขุนตาล พวกการ์ดรถมาดึงไว้ทัน เลยมาพักที่โรงแรม กินยาตาย ด้วยอำนาจจิตเป็นอกุศล ต้องเป็นอสุรกายตรงนั้น

ตัวอย่าง เช่น ค่ายบางระจันนี่ รบทัพจับศึกตาย ต้องเป็นอสุรกายดุร้ายมาก เดี๋ยวนี้เลิกดุแล้ว ถวายพระราชกุศลไปแล้ว สร้างวัดขึ้น พวกนั้นก็ไปหมดแล้ว ไม่มีการดุ ไม่มีการเฮี้ยน เหมือนเมื่อก่อน บางคนไม่มีความเข้าในเรื่องนี้

ท. เลียงพิบูลย์เล่าว่า “ ผมไปทำธุรกิจทางภาคเหนือ ก็ถามหาห้องพักในโรงแรม “ บ๋อยบอกว่า “ ลุงพักห้องนี้ไหมไม่เอาตังค์ “ ท.เลียงพิบูลย์ ก็ถามว่า “ ห้องไม่ดี ไม่มีที่นอนหรือไง “ เขาบอกว่า “ เหมือนกันหมด มีของบริเวรเหมือนกันหมดแต่ไม่เอาตังค์ “ แล้วก็ไม่บอกว่ากระไร

ท. เลียงพิบูลย์ เป็นผู้มีปัญญา ก็คิดว่า เอ! ถ้าจะผีดุ นึกไว้ในใจแล้วก็บอกว่า “ ตกลงลุงพักห้องนี้จะให้เท่าราคาเลย “ ท.เลียงพิบูลย์ก็ไปพัก ดูสะอาดสะอ้านดี

เข้าพักสวดมนต์ไหว้พระเสร็จ แล้วก็นอน ตี ๑ ออกมาแล้ว แต่ ท.เลียงพิบูลย์มีกรรมฐานสูง ไม่กลัว ลุกนั่งไฟฟ้ายังสว่าง ก็นั่งดูเฉยๆ กำหนดแผ่เมตตาพระกรรมฐานแผ่เมตตาไป ย่อลงไปเป็นสาวสวยยกมือไหว้ เห็นไหมนี่อำนาจกรรมฐานทางสายเอก

เขาร้องไห้แล้วบอกว่า “ คุณน้าคะ หนูมาอยู่ห้องนี้นานแล้ว “
ท.เลียงพิบูลย์ ก็ถามว่า “ เออ! หนูเป็นใคร “
“ หนูมากินยาตายที่ห้องนี้ ถ้วยยังอยู่ใต้ถุนเตียงเขาไม่เก็บ “
“ มีเหตุประการใด เล่าให้น้าฟังซิ “ เขาบอกว่าเรียนธรรมศาสตร์ผิดหวังเรื่องแฟน
เรื่องแฟนๆ นี้เล่าให้เด็กหญิงฟังกันบ้างนะ อย่าสนใจเลยนะ ไปรักเขาข้างเดียวทำไม สอนเด็กๆ ไว้บ้างนะ
ท.เลียงพิบูลย์ก็บอกว่า “ หนูทำอะไรเช่นนั้น “
“ หนูผิดไปแล้ว แก้ไม่ได้เสียแล้ว หนูจะกระโดดรถไฟที่ถ้ำขุนตาล แต่การ์ดรถเขามาดึงไว้ได้ เพราะมีตาแป๊ะแก่นั่งอยู่ตรงนั้น เขาไปบอกการ์ดรถว่า เด็กคนนี้จะโดดให้รถไฟทับการ์ดรถเลยรีบปิดประตูให้นั่ง เดี๋ยวจะเสียชื่อรถไฟ เลยคุมตัวไปลงสถานีตามตั๋วที่ตีไว้จนได้ “

แล้ว บอกต่อไปว่า “ ใครมาพักที่นี่ หนูก็บอกอย่างนี้ออกมาให้ช่วยถวายสังฆทาน แล้วแผ่เมตตาให้หน่อย แต่ไม่มีใครแผ่ได้เลย หนูขอกราบเท้าคุณน้า กรุณาช่วยหนูด้วยหนูขอขอบพระคุณ “

ท.เลียงพิบูลย์ บอกว่า “ จะให้น้าช่วยอย่างไร “ เขาบอกว่า “ ถ้าหากคุณน้านั่งกรรมฐาน แผ่เมตตาและถวายสังฆทานให้หนูแล้ว หนูจะไปจากที่นี่ได้ “ เวลากินยาตายเกิดโทสะเป็นอสุรกาย ไม่ใช่เปรตนะ

อย่างนี้ไม่ใช่เปรตดุ ร้าย เหมือนคนที่ถูกรถชนตายดุร้าย ทะเลาะกันมารถชนตาย เฝ้าถนนเลย ดุร้ายเป็นอสุรกายเช่นนี้ ไม่ใช่รถชนตายเป็นคนไม่ดี โดยฆ่าตายเป็นคนไม่ดี ....ไม่ใช่ โปรดทำความเข้าใจทุกคน อย่าเข้าใจผิด แต่แล้วไม่มีใครแผ่เมตตาได้ มาพักก็ไม่รู้จักทำบุญกัน

อุทิศส่วน กุศลด้วยการเจริญกรรมฐานดีที่สุด ไม่ต้องเอาสตางค์ไปถวายพระก็ยังได้ ขอให้สวนมนต์พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ พาหุงมหากา เสร็จแล้วสวดมนต์อะไรก็ได้แล้วเจริญกุศล ใช้สติปัฏฐาน ๔ ใช้ทางสายเอกขึ้นมาแล้วรวมทุนบุญกุศลแผ่ให้คนนั้น ให้เปรต ให้อสุรกาย ให้มีความสุขความเจริญดังที่กล่าวมาแล้วฉะนั้น ได้ผลแน่

ท.เลียง พิบูลย์ บอกว่า “ เอาละหลาน น้าจะช่วยจัดการให้ “ เขาขอกราบเท้าเลย และบอกว่า “ ขอบพระคุณคุณน้ามาก “ หนูจะได้ไปจากที่นี่เสียที ท.เลียงพิบูลย์บอกว่า พอกราบเท้าเสร็จแล้วขอบพระคุณแล้วนั่งยิ้ม รูปค่อยๆ จากหายไป

ท.เลียงพิบูลย์ก็ตั้งสติไม่เคยกลัว นักกรรมฐานไม่มีกลัว มีสติมีทางสายเอกไม่กลัวใคร กล้าทำความดี จึงได้เรียกว่า กรรมฐานทางสายเอก ไม่กล้าทำความดี กลัวคนโน้น กลัวคนนี้ ไม่ใช่ทางสายเอกนะ เป็นทางสายจัตวา

หลังจากนั้น ท.เลียงพิบูลย์ก็เริ่มสวดมนต์ ธูปเทียนก็ไม่มี ก่อนสวดมนต์ก็เข้าไปอาบน้ำใหม่ อาบน้ำให้สะอาดเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว มีเสื้อขาวอยู่ ๓ ตัว กางเกงขาว ๑ ตัว ติดกระเป๋าไป ก็เอาเสื้อขาว กางเกงขาวมานุ่ง เริ่มสวดมนต์ทำวัตร แล้วสวดพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ เรียบร้อยแล้วนั่งเจริญกรรมฐานประมาณ ๑๕ นาทีขอแผ่เมตตาให้เด็กสาวคนนี้ นึกให้เห็นมโนภาพออกมา แล้วบอกว่าขอหนูจงมีความสุขความเจริญ ขอเจ้าจงไปสู่สุคติเถิดด้วยอำนาจกรรมฐานเป็นได้ทันทีชั่วพริบตาเดียว

พอ ตี ๕ ท.เลียงพิบูลย์ ก็อาบน้ำแต่งตัวใหม่ เปลี่ยนชุดขาวออกเดินลงจากโรงแรม พวกโรงแรมถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง ท.เลียงพิบูลย์บอกว่าไม่เห็นเป็นอะไร แต่ไม่เล่าเหตุการณ์ให้ฟัง แล้วก็เดินทางไปตลาด ไปซื้อปิ่นโต ๒ เถา ใส่อาหารคาว ๑ เถา หวาน ๑ เถา เข้าไปในวัด ไปบอกหลวงตาองค์หนึ่ง บอกว่า จะถวายสังฆทานอุทิศให้คนตาย แต่ก็ไม่ได้บอกว่าใคร พระท่านรับสังฆทาน รับศีลเสร็จ

สังฆทานต้องรับศีล จำไว้นะ ต้องรับศีลด้วย ไม่ใช่ประเคนแล้วเป็นสังฆทาน เดี๋ยวนี้สังฆทานเวียนกันอีกต้องใช้ของจริงซิ ใช้เงินผิดประเภทได้หรือ รับราชการก็ถูกถอดนะใช้เงินผิดประเภทได้หรือ โกหกนะ เขาบอกให้ใช้ตรงนี้ กลับไปใช้ตรงโน้น

ไม่ใช่เงินวัด เราขอยืมก่อนได้ ของวัดนี่ไม่เป็นไรนี่เงินสร้างส้วม เขาจะซื้อขัน ขอยืมไปก่อน แต่พรุ่งนี้นำมาให้ได้ เอามาแทนเสียไม่มีปัญหา

แต่ ราชการไม่ได้นะ ถ้าใครฟ้องถูกถอดเลยนะ ทางการเขาหาว่าใช้เงินผิดประเภท เอาออกเลย จะเป็นซี ๗ ซี ๘ ก็ตาม แม้แต่ค่าเช่าบ้านทางราชการ ตัวเองไม่ได้เช่า แต่อยู่กับเพื่อน เพื่อนไม่เอาเงิน แล้วทำบัญชีว่าเช่าเพื่อนพรรคพวกจับได้ ขนาดจะย้ายไปเป็นอธิบดียังโดนออกเลยไม่ได้โกงนะ แต่ต้องออกตามกฎหมายกำหนดไว้ นี่ไม่มีทางสายเอกอีกเช่นเดียวกัน

เช้า นั้น ท.เลียงพิบูลย์ถวายสังฆทานเสร็จแล้วลางคืนอยู่อีกคืนหนึ่ง รุ่งขึ้นถึงจะไปเชียงใหม่ต่อไป ตี ๑ ออกมาอีกแล้ว แต่งตัวสวย มีผ้าขาวกราบไหว้ ท.เลียงพิบูลย์อย่างสวยงาม กล่าวว่า
“ หนูมาขอกราบขอบพระคุณและขอกราบลา หนูจะไปแล้ว มีทางไปแล้ว หนูก็ทำบุญวาสนามามาแต่ต้องไปรับกรรมในป่าอีกชั่วคราว หนูซาบซึ้งใจมากที่คุณน้าช่วยหนูออกมาจากนรกในวันนี้ “

กรรมฐานนี่ แผ่ได้เลย ถ้ามีญาติพี่น้องฆ่าตัวตาย มีทางเดียวที่จะแผ่เมตตาให้คือกรรมฐาน ถ้าทำบุญให้ไม่ถึงผูกคอตาย ยิงตัวตาย ทำบุญให้ไม่ถึง มีตำราอยู่ที่นี่หลายเล่ม ขอฝากพี่น้องที่มาทำกรรมฐานที่นี่ทุกคน โปรดจำทางสายเอกไว้ให้ดี มันเอกจริงๆ ไม่มีจัตวา ไม่มีชั้นตรีเลย ตรงไปตรงมาแน่ๆ พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ชัดเจน

เด็กสาวคนนั้นก็บอกว่า “ หนูจะไม่ลืมพระคุณ หนูจะตามช่วยคุณน้าต่อไป “
ท.เลียงพิบูลย์บอกว่า “ ไม่ต้องหรอก น้าจะไปเรื่องธุรกิจการค้าที่เชียงใหม่ “
นี่เห็นไหมนี่ ไม่หวังผลตอบแทน คนทางสายเอกไม่หวังผลตอบแทนกับใครนะ ทำอะไรฟรี ขอฝากญาติโยมไว้ด้วย
เลี้ยง ลูกอย่าหวังผลตอบแทนจากลูกนะ ถ้าหวังผลตอบแทนจากลูกจะเสียใจ รักลูกคนนี้มาก เอาใจใส่มากไม่ได้พึ่งเลย จะเสียใจ แต่ลูกที่เกลียดกลับมาอาศัยได้ ดังที่กล่าวนี้ นี่เหตุผลกฎแห่งกรรม ฝากไว้ในวันนี้ วันนี้วันพระ

ต่อจากนั้น ท.เลียงพิบูลย์ก็เดินทางไปเชียงใหม่ ทำธุรกิจเสร็จแล้ว ไปตีตั๋วรถยนต์ผ่านทางอ.เถิน ทางยังไม่ดี สมัยก่อนนี้ต้องผ่านเขา ตีตั๋วตอนเย็นๆ รถออกพรุ่งนี้เช้าจากเชียงใหม่ไปกรุงเทพฯ ตอนนั้นมีรถแดง หลังคาต่ำๆ รถบัสยังไม่มี
พอกลางคือ ตี ๑ ออกมาอีกแล้ว สวยกว่าเก่าอีก ท.เลียงพิบูลย์จำไม่ได้ บอกตรงนี้มีอีกแล้วหรือนี่ เฮ้อ ! สวยกว่าเก่านี่ สวยจริงๆ และถามว่า
“ หนูมาทำไมอีกหล่ะ “
“ หนูจะมาช่วยคุณน้า “
“ ช่วยอะไร ไม่ต้องช่วยจ๊ะ “
“ ไม่ใช่ค่ะ เชื่อหนูหน่อยได้ไหมคะ พรุ่งนี้อย่าไป “
“ อ้าว ! ตีตั๋วแล้ว “
“ นี่คุณน้าไปดูหน้าโชเฟอร์ ถ้ามีแผลเป็นตรงนี้ แล้วใส่หมวก อย่าไปนะ หนูต้องรีบไปแล้ว หนูขอกราบลาคุณน้าเชื่อหนูนะคะ “ เลยกราบ แล้วก็หายวับไปกับตา
ท.เลียงพิบูลย์ก็ไปคืนตั๋ว ผีมาบอกจะเกิดอะไรขึ้น เจ้าหน้าที่ก็ไม่ยอมรับคืน เขาบอกว่า คืนไม่ได้เสียที่นั่ง

ท.เลียง พิบูลย์ก็กลุ้มใจ กลับมาที่โรงแรม ตอนบ่ายได้ข่าวแล้ว รถไฟตกเขาที่อำเภอเถิน ลงไปเลย ตายหมด ๓๐ ศพ คนที่มีแผลเป็นตายคาที่ โชเฟอร์ถูกอัดกระเด็นไม่ได้ชนกับใคร ลงเขาเอง มีคนเขาร่ำลือกันและมาบอกว่า “ คุณน้าครับ รถที่คุณน้าจะไปน่ะ คว่ำไปแล้วตาย ๔๐ ศพ เหลือบ้างก็กะร่องกะแร่งไป ไ
เลย ท.เลียงพิบูลย์ กลับมาโรงแรมแต่งตัวใหม่ นุ่งชุดขาวสวนมนต์นึกในใจว่า แหม! หนูเอ๋ย ถ้าน้าไม่เชื่อคงเหลือแต่กระดูกแล้ว และสวดมนต์ให้เด็กคนนั้นอีก ขอฝากไว้ ไม่ใช่เรื่องเหลวไหล

ฉะนั้น ยืนหนอให้ได้ ยืนหนอ ๕ ครั้งนี่ ยืนเอามือไพล่หลัง จับมือไว้ ถ้าเมื่อยจะเลื่อนขึ้นสูงก็ได้ ทำไมถึงเอาไว้ข้างหลัง คนหนึ่งเป็นโรคปอด คนหนึ่งเป็นโรคหืด เป็นโรคหัวใจ เอามือไว้ข้างหน้า เดินไปนานๆ รัดหน้าอก เลยหายใจไม่ออก เป็นลมหวิวไป

เอา ไว้ข้างหลัง มือขวาจับมือซ้าย เดินไปมันจะปวดหัวไหล่ ปวดก็ให้กำหนด มันจะกดกระเบนเหน็บ จะไม่เป็นโรคไต ไม่ใช่เดิน ๑๐ นาทีนะ เดินเป็นชั่วโมงซิแล้วถึงจะรู้หลังจะได้ไม่งอด้วย มีประโยชน์ด้วย บริหารลมหายใจได้ดีด้วยขอฝากไว้ ผู้ทำกรรมฐานโปรดทำตามนี้

เอามือมา ข้างหน้าบ้างได้ไหม ก็เป็นบางครั้ง หนักๆ ก็เอาลงไปให้ตรงกับกระเบนเหน็บ ส่วนมากเราจะปวดสันหลังกัน ถ้าโยมผู้ชายปวดหลังมากๆ นะ อย่าลืมโรคไตมาแล้ว กษัยไตพิการ ยิ่งอั้นปัสสาวะมากๆ เข้า ไม่ช้าเป็นโรคไตนะ โรคไตไม่หายนะ ร้ายกว่ามะเร็งอีก

โรคไตวายล้างไตไม่พัก มันยังไม่มีทางหาย โรคมะเร็งยังมีทางหายกว่านะ ขอฝากไว้ด้วย อย่างนี้อีกประการหนึ่ง
ยืนตั้งสติไว้ให้ดี ยืน ....ถึงสะดือ หยุด ถอนหายใจพับรวมสติอยู่กับจิต หนอ .....ลงไปที่ปลายเท้าให้ได้ ทำให้มันได้ จังหวะ และสำรวมปลายเท้าด้วยการยืนหลับตา กว่าจะถึงเท้าถอนหายใจแย่ สะดือเป็นจุดสำคัญ

ขอให้ทำตามนี้ อย่าไปนอกคอก หลับตายืนหนอ ๕ ครั้ง ดูมโนภาพของเรา ถ้าสติตามจิตได้ทันแล้จะคล่องแคล่ว ถ้าสติตามจิตไม่ทันจะอึดอัด หายใจพอดี ยืน....ถอนหายใจ แล้วหนอ....อย่าเอาจิตไว้ที่จมูก อย่าเอาจิตไว้ที่ลมหายใจ ต้องอยู่ที่ตรงสะดือนี้ ถอนหายใจแล้วหนอ....ถึงปลายเท้าพอดีเลย

หลับ ตาใหม่ ตั้งสติตามจิต จากปลายเท้าถึงสะดือหยุด หนอ....ถึงกระหม่อมพอดี แล้วกำหนดยืน... หยุดดูซิสติจะตามจิตทันไหม ถ้าตามทัน จะคล่องว่องไวขึ้น และมีปัญญาขึ้น ส่วนมากว่าแต่ปาก จิตมันไม่ถึง สติตามไม่ได้ไม่ได้ผล จะไม่พบทางสายเอกนะ

พอครบ ๕ ครั้งแล้ว ลืมตาดูปลายเท้าขวา ...ยกนิดเดียว ย่าง..หนอ อย่าเพิ่งออกเดิน ทำหยาบๆ ไปหาละเอียด ไม่ใช่อยากเดิน อยากนั่ง แต่ก็ถูก ใหม่ ๆ ให้ทำอย่างนี้ก่อน จากหยาบไปหาละเอียด จากง่ายไปหายากไม่ใช่ยากที่สุด กำหนดหมดทุกอย่างแล้วไปหาง่ายๆ มันจะมากไป เอาอย่างนี้ไปใช้

เครดิต BlogGang.com : : Toad :

ปฏิบัติ 4 ข้อเพื่อไปพระนิพพาน คำสอนหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง



ผู้เข้ากระแสพระนิพพาน คำสอนหลวงพ่อพระราชพรหมยาน  วัดท่าซุง

1. ระงับความพอใจในขันธ์ 5 เสีย คิดว่าร่างกาย
มันตายอยู่ตลอดเวลา ทุกลมหายใจเข้าออก
ไม่ลืมความตาย เป็นทั้งสมาธิและวิปัสสนารวมกัน

2. ทรงศีลให้บริสุทธิ์ ควรทำเป็นสีลานุสสติกรรมฐาน
ทรงศีลให้เป็นกำลังฌาน คือ ทรงอารมณ์อยู่ในศีล
ตลอดวันตลอดคืน ไม่ยอมให้ศีลบกพร่องทางใจ
ไม่ใช่ต้องไปนั่งหลับตาปี๋ ให้ลืมตาทำงาน
คุยกับหมากับแมว หรือเจอะหน้าคนด่าคนนินทา
ศีลเราทรงตัวไม่หวั่นไหวใช้ได้
เป็นการตัดสังโยชน์ ข้อ 2 สีลัพตปรามาส

3. ตัดวิจิกิจฉา โดยการน้อมใจเคารพในคุณพระรัตนตรัย
ทั้ง 3 ประการ คือ ทรงพระกรรมฐาน 3 ให้เป็นฌาน
คือ พุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ ให้ทรงตัว

4. ตัดสินใจทำความดีทุกอย่างเพื่อพระนิพพานในชาตินี้
ไม่ต้องการเกิดเป็นคนรวยสวยแข็งแรง
ไม่ต้องการเกิดเป็นเทพ เทวดา พรหม
กำลังใจมุ่งพระนิพพานเป็นอุปสมานุสสติกรรมฐาน

การที่จะหลีกหนีบาปกรรมชั่วหรือนรกได้ ก็ต้องปฏิบัติให้ได้ทั้ง 4 ข้อนี้ หรือตัดสังโยชน์ 3 ประการได้ ท่านให้ชื่อว่าผู้เข้ากระแสพระนิพพาน คือ พระโสดาบัน ท่านผู้นั้นบาปเก่าทั้งหมดตามไม่ทัน ไม่สามารถถูกลงโทษได้แล้วก็ท่านผู้นั้นจะไม่มีการตกนรก ไม่เกิดเป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉานต่อไปอีกทุกชาติที่เกิด จะวนเวียนเฉพาะเป็นมนุษย์ เทวดากับพรหม และต่อไปถ้ากำลังใจเต็มไม่สนใจร่างกาย ไม่สนใจเทวดาพรหมก็ไปนิพพาน

ที่มา http://www.palungjit.com/

วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2555

ตามเสด็จพระพุทธเจ้า โดย หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโณ





เทศน์อบรมพระวันกฐิน ณ วัดป่าบ้านตาด
เมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๗
ตามเสด็จพระพุทธเจ้าทุกฝีก้าว


วันนี้เป็นวันกรานกฐิน เรียกว่าเปลื้องภาระความกังวลในไตรจีวรดังที่มีในพระวินัยแล้ว ไม่จำเป็นต้องอธิบายมากนัก รับกฐินแล้วได้รับความสะดวกหลายอย่างๆ ตามท่านแสดงไว้ในพระวินัย ทีนี้ผู้ที่จะออกหาที่วิเวกสงัดเพื่อบำเพ็ญความดีงามทั้งหลาย ให้ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติดังองค์ศาสดาพาดำเนินมา อยู่ในป่าในเขาในสถานที่สงบงบเงียบ ปราศจากสิ่งก่อกวนทั้งหลายซึ่งเป็นข้าศึกต่อธรรม หาอยู่ในที่สะดวกสบาย การขบการฉันความเป็นอยู่ปูวายของพระผู้มุ่งต่ออรรถธรรมอย่างยิ่งแล้ว จะไม่มีอะไรเป็นอุปสรรค อยู่ได้ทั่วๆ ไป ที่ไหนอยู่ได้ทั้งนั้น กินได้ใช้ได้ เพราะการใช้ไม่ค่อยมีในวงกรรมฐาน มีบริขาร ๘ จะใช้อะไร

การขบการฉัน บิณฑบาตจากชาวบ้านเขามา ได้เท่าไรแล้วก็เป็นที่พอใจ แล้วยังกำหนดในความพอดีกับธาตุกับขันธ์ของตน สิ่งใดที่เป็นภัยต่อธาตุขันธ์หรือเป็นโทษต่อพระวินัย เราก็ทราบเองตามหลักพระวินัยมีไว้เรียบร้อยแล้ว ฉันเฉพาะให้เป็นความเป็นอยู่ในวันหนึ่งๆ ไม่มีความเหลือเฟืออะไรเลยสำหรับพระผู้มุ่งปฏิบัติ มีตั้งแต่อรรถแต่ธรรม ยืนเดินนั่งนอนมีสติเป็นพื้นฐานสำหรับพระเราผู้มุ่งต่ออรรถต่อธรรม สติระลึกรู้อยู่กับความเคลื่อนไหวของใจ สติจะจับอยู่ที่ใจ ใจคิดปรุงเรื่องใดออกมา ส่วนมากต่อมากจะมีแต่เรื่องกิเลสแทบทั้งนั้น เรื่องอรรถเรื่องธรรมที่จะคิดออกมานี้ไม่ค่อยมี นี่เป็นปรกติของใจดวงนี้ที่บรรจุกิเลสความสกปรกโสมมไว้เป็นเวลานานกี่กัปกี่กัลป์นับไม่ได้เลย มันจึงมีความเคยชินคล่องตัวในความคิดความปรุง ความรู้ความเห็นอันเป็นทางของกิเลสโดยถ่ายเดียวได้ตลอดเวลา

ด้วยเหตุนี้ผู้ที่จะหักห้ามวัฏวน คือความเกิดแก่เจ็บตายซึ่งหาบหามไปด้วยกองทุกข์ต่อภพชาตินั้นๆ จึงต้องได้บำเพ็ญสติให้ดี ยับยั้งจิตให้อยู่กับสติ ความคิดความปรุงอันใดออกมาจะเป็นเรื่องของกิเลส เราไม่อยากว่าแทบทั้งนั้นนะ อยากจะพูดว่าเป็นเรื่องของกิเลสทั้งนั้นสำหรับปุถุชนคนหนาเรา แทบทั้งนั้นนี้ได้แก่ผู้บำเพ็ญพอสมควรแล้ว มีทางธรรมะบ้าง มีทางกิเลสมากกว่าบ้าง ต่อไปก็มีทางธรรมะกับทางกิเลสผลัดกันแพ้ชนะไปเรื่อยๆ ถ้ามีสติอยู่แล้วกิเลสจะหนาแน่นขนาดไหนก็ตาม ก็แสดงออกตามความต้องการของตนไม่ได้ เพราะทางเดินของกิเลสภายในจิตใจจะเดินออกมาทางสังขาร ความคิดความปรุงต่างๆ ซึ่งกิเลสอยู่ภายในอีกอันหนึ่ง ท่านให้ชื่อว่าอวิชชา นั่นละเป็น ปจฺจยา สงฺขารา เป็นเครื่องหนุนให้เกิดกิเลส คือความคิดความปรุงเรื่องกิเลสขึ้นมา

ตาก็อยากดู หูอยากฟัง ทุกสิ่งทุกอย่างออกมาจากนี้ทั้งนั้น ถ้าไม่มีสติไปได้วันยังค่ำ ขนกองทุกข์มาทับถมตัวเองได้ตลอดเวลา ถ้ามีสติแล้วหักห้ามไม่ให้คิดไม่ให้ปรุงในเรื่องกิเลสทั้งหลาย ซึ่งเคยคิดปรุงมานานแสนนานไม่เกิดผลเกิดประโยชน์อะไร มีแต่เรื่องความทุกข์ความเสียไปเท่านั้น จึงต้องบังคับ

ผู้ที่ฝึกหัดจิตใจในเบื้องต้นอย่าปล่อยวางคำบริกรรม เราเคยถือคำบริกรรมใดซึ่งถูกต้องกับจริตนิสัยของเรา เช่น พุทโธก็ได้ ธัมโมก็ได้ สังโฆก็ได้ มรณัสสติก็ได้ หรือธรรมบทอื่นใดก็ตาม เมื่อเป็นอรรถเป็นธรรมถูกต้องกับจริตนิสัยแล้ว ให้เอาธรรมบทนั้นๆ ที่ตนชอบใจเข้ามาเป็นคำบริกรรมกำกับจิตใจ ให้ใจทำงานด้วยคำบริกรรมนั้นๆ แล้วสติจดจ่อบังคับงาน ให้ทำหน้าที่ที่สติสั่งไว้ เช่นคำบริกรรม ไม่ให้เคลื่อนคลาดจากคำบริกรรม จะเสียดายความคิดความปรุงมากน้อยเพียงไร นั่นคือเสียดายเรื่องกิเลส เรื่องวัฏทุกข์ ที่จะจมไปอีกเป็นเวลานานไม่มีสิ้นสุด ไม่ต้องเสียดาย ให้เสียดายจิตใจที่จะเผลอไปตามกิเลส ให้ตั้งสติไว้อยู่สม่ำเสมอ

ยืนก็ตาม เดินก็ตาม นั่งก็ตาม นอนก็ตาม เว้นแต่หลับเท่านั้น เป็นเวลาที่สติควบคุมจิตใจซึ่งเป็นนักโทษ เป็นผู้ต้องหาอยู่ตลอดเวลา เมื่อสติควบคุมแล้วจิตก็ไม่มีกิเลสเข้ามารบกวน จะมีแต่ธรรมคือคำบริกรรมอันเป็นงานของธรรมล้วนๆ ไม่ใช่งานของกิเลส ทำงานอยู่ภายในหัวใจ มีสติเป็นเครื่องกำกับรักษาอยู่โดยสม่ำเสมอตลอด เราไม่ต้องกำหนดเวลานั้นเวลานี้สติจะมา สติจะเผลอ ไม่ถูกทั้งนั้น เพราะกิเลสเป็นกิเลสวันยังค่ำ เป็นพื้นฐานของกิเลสอยู่แล้วในหัวใจของเรา เราจะนำธรรมเข้ามาเป็นวรรคเป็นตอน สำหรับผู้มุ่งต่ออรรถต่อธรรมอย่างยิ่งแล้วไม่สมควรกันเลย ควรจะได้ติดกันเป็นพืด เช่นเดียวกับกิเลสฝังอยู่ในหัวใจเป็นพืดเรื่อยมา ก็ให้เป็นพืดเรื่อยไปเช่นเดียวกันด้วยการตั้งสติให้ดี ท่านทั้งหลายจำให้ดี

เรื่องสตินี้เป็นเรื่องสำคัญมากทีเดียวในวงความเพียร เพื่อแก้ถอดถอนกิเลสจนกระทั่งถึงความพ้นทุกข์ จะข้ามสติไปไม่ได้เป็นอันขาด สติเป็นพื้นฐาน เริ่มต้นก็ให้กำหนดด้วยคำบริกรรม พอจิตใจได้รับคำบริกรรม สติติดแนบอยู่ตลอดแล้ว ความคิดความปรุงที่มันผลักดันออกมา อยากคิดอยากปรุงเรื่องนั้นเรื่องนี้มันจะมากขนาดไหน เราตั้งสติไว้ให้ดี ไม่สามารถที่มันจะคิดออกมาได้เลย กิเลสมีอยู่มากน้อยจะอยู่ในตุ่ม เราไม่เปิดปากตุ่มให้มัน คือเอาคำบริกรรมกับสติปิดปากตุ่มไว้แล้วกิเลสมันก็ออกมาไม่ได้ ครั้นตั้งนานเข้าๆ จิตที่ผลักดันออกมาด้วยกิเลส อยากคิดเรื่องนั้นอยากปรุงเรื่องนี้ จะค่อยเบาลงๆ

จิตเมื่อได้รับการบำรุงรักษาด้วยคำบริกรรมโดยทางสติแล้ว จะค่อยมีความสงบเย็นลงๆ โดยลำดับๆ จากนั้นจิตก็เข้าสู่ความสงบได้ สงบถึงขั้นแน่วแน่เลย สงบจนกระทั่งคำบริกรรมที่เราเคยกำหนดบทใดก็ตาม เช่น พุทโธๆ เป็นต้น กำหนดติดกันเป็นสายยาวเหยียดมานี้ พอถึงขั้นจิตเข้าสู่ความสงบแล้ว ความคิดปรุงด้วยคำบริกรรมเหล่านี้จะหมดไปในเวลานั้น กำหนดให้คิดให้ปรุงอะไรก็ไม่ได้ เหลือแต่ความรู้ล้วนๆ อยู่ภายในจิต เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วก็ให้กำหนดสติตั้งลงในจุดคือความสงบของใจ หรือความสง่าของใจ ความละเอียดของใจที่เรียกว่าสงบตัวนั้น ไม่ปล่อยให้ไปไหน

ทีนี้จิตเวลาสงบลงไปนานควรแก่กาลแล้วจะถอยตัวออกมา เมื่อถอยตัวออกมาควรแก่การบริกรรมได้แล้ว ให้กำหนดคำบริกรรมติดเข้าไปอีกด้วยสติ ท่านทั้งหลายจำให้ดี วิธีการเหล่านี้ได้ดำเนินมาแล้วไม่สงสัย ให้ทำอย่างนี้ตลอดไป จิตนี้จะเริ่มมีความสงบเย็นๆ อารมณ์รบกวนคือสังขารออกมาจากสมุทัยนั้นจะเบาลงๆ จิตที่บำรุงด้วยอรรถด้วยธรรมคือคำบริกรรมนี้ จะมีความสงบแน่นหนามั่นคงมากขึ้นๆ จนเป็นสมถธรรม เป็นใจที่สงบไม่อยากคิดอยากปรุง จากนั้นความสงบนี้จะส่งผลไปถึงจิตใจให้เป็นใจที่มีความแน่นหนามั่นคง ก็กลายเป็นสมาธิขึ้นมาได้จากสมถธรรมที่เราอบรมอยู่ตลอดเวลาด้วยสติกับคำบริกรรมนี้แล ทีนี้ก็หนุนกันไปจนกระทั่งจิตเป็นสมาธิ

คำว่าสมาธิคือจิตตั้งมั่นอยู่เป็นอารมณ์อันเดียว แน่นหนามั่นคง แม้เราจะคิดปรุงแต่งเรื่องใดได้อยู่ก็ตาม แต่ฐานของจิตคือความแน่นหนามั่นคงจะไม่ละตนเอง จะมีความแน่นหนามั่นคงอยู่ภายในใจ นี้เรียกว่าจิตเป็นสมาธิในภาคปฏิบัติ จิตสงบเป็นอย่างหนึ่ง คือสงบด้วยจิตรวมลงหลายครั้งหลายหน แต่ละหนๆ เรียกว่าจิตสงบๆ เมื่อรวมลงไปทีไรก็ส่งผลหนุนให้จิตมีความแน่นหนามั่นคงมากขึ้นๆ จนกลายเป็นสมาธิ เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้วทีนี้เรื่องอารมณ์นั้นอิ่ม อยากจะคิดจะปรุงอะไรตั้งแต่ก่อนซึ่งเหมือนอกจะแตก ไม่ได้คิดได้ปรุงเหมือนว่าอกจะแตก อยู่ไม่ได้ก็ตาม พอจิตเข้าสู่ความสงบเรื่อยเข้าสู่สมาธิแล้ว ความคิดปรุงทั้งหลายเหล่านี้จะไม่มี จิตอิ่มอารมณ์ ไม่อยากคิดอยากปรุงอยากรู้อยากเห็น อยากได้ยินได้ฟังสิ่งนั้นสิ่งนี้ที่เคยดีดดิ้นมาแต่ก่อน เพราะความสงบเป็นพื้นฐานให้เป็นที่อยู่ของจิตแล้ว จิตก็สงบเย็น นี่ท่านเรียกว่าจิตเป็นสมาธิ

จิตเป็นสมาธินี้อยู่คนเดียวแล้วเหมาะที่สุด อยู่ที่ไหนต้นไม้ภูเขา ตามถ้ำเงื้อมผา จะเป็นอารมณ์อันเดียวของผู้มีจิตเป็นสมาธิ เพลินอยู่กับความเป็นสมาธิ อารมณ์อันเดียวคือมีแต่ความรู้ที่เด่นอยู่เท่านั้น ไม่มีสิ่งใดเข้ามาเจือปน คือสังขารไม่ปรุงเอาเรื่องราวเข้ามาผสมใจ ใจก็เป็นอารมณ์อันเดียว เรียกว่า เอกัคคตาจิต เอกัคคตารมณ์ มีอารมณ์อันเดียว นี่เป็นสมาธิแล้ว จิตอิ่มอารมณ์แล้วที่นี่ เมื่อจิตอิ่มอารมณ์ เอ้า เริ่มต้นมาตั้งแต่จิตอิ่มอารมณ์มากน้อย พอได้โอกาสให้พิจารณาทางด้านปัญญา ออกทางวิปัสสนา นี่ละการถอนกิเลสจะถอนด้วยปัญญา ไม่ได้ถอนด้วยสมถธรรมหรือสมาธิธรรม เป็นแต่เพียงว่า สมถะกับสมาธิธรรมตีอารมณ์ทั้งหลายของกิเลสที่มันพาฟุ้งซ่านรำคาญ ให้เข้ามาสู่ความสงบด้วยบทสมถธรรมนี้เท่านั้น

ทีนี้พอจิตสงบเข้าไปแล้วได้โอกาสที่จะพิจารณาเรื่องธาตุเรื่องขันธ์ หลักวิชาที่ใหญ่โตมากที่สุด เราทุกๆ ท่านได้บวชมาแล้ว ได้ศึกษาจากอุปัชฌาย์มาด้วยกันทุกคน แม้พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้วก็ตาม หลักวิชาที่ตายตัวซึ่งเป็นองค์แทนศาสดานี้คือคำสอน ก็ติดมากับอุปัชฌาย์สอนเรา ให้ปฏิบัติตามนี้ ซึ่งเป็นเหมือนกับการก้าวเดินตามรอยพระบาทของพระพุทธเจ้า ว่า เกสา เกสาคือผม ผมมีทุกคน โลมาคือขน นขาคือเล็บ ทันตาคือฟัน ตโจคือหนัง นี่เรียกว่าตจปัญจกกรรมฐาน แปลว่ากรรมฐานมีหนังเป็นที่ห้า เป็นฐานที่ควรแก่การงานของผู้จะรื้อถอนตนให้พ้นจากทุกข์ ให้นำสิ่งเหล่านี้มาพินิจพิจารณา

เบื้องต้นที่ยังไม่มีปัญญา เราจะเอาคำบริกรรมคำใดก็ได้มาเป็นคำบริกรรมเพื่อความสงบของใจก็ได้ นี่เป็นได้ทั้งอารมณ์แห่งสมถะ เป็นได้ทั้งอารมณ์แห่งวิปัสสนา เมื่อจิตเรามีความสงบเย็นแล้ว ให้แยกจากสมถะอารมณ์อันนี้เข้าสู่วิปัสสนา แยกดูธาตุดูขันธ์ ดูผมดูเล็บดูฟันดูหนังดูเนื้อ เอ็น กระดูก ตลอด เพราะท่านสอน ตโจ หนังเป็นสุดท้ายนั้น ท่านสอนให้พอเหมาะพอดีกับเวล่ำเวลา เพราะหนังนี่หุ้มห่อหมดสกลกายของหญิงของชาย ของสัตว์ของบุคคล สัตว์ทั้งหลายหลงกันด้วยหนังบางๆ นี้แหละ ไม่ได้หนาเท่าใบลานเลย มันหนังเท่านี้แหละ นอกนั้นเต็มไปด้วยอสุภะอสุภัง ทุกฺขํ อนิจฺจํ อนตฺตา เต็มไปหมดในบุคคลและสัตว์

เมื่อถึงเวลาที่เราจะพิจารณา ให้พิจารณาแยกดูเรื่องผมเกิดขึ้นมายังไง สถานที่อยู่ของผมคืออะไร กะโหลกศีรษะมีความสวยงามสะอาดสะอ้านอย่างไรบ้าง ฐานที่เกิดของมันก็สกปรก ที่อยู่ของมันก็สกปรก โลมาขนก็เหมือนกัน เกิดในพื้นฐานอันเดียวกัน เป็นความสกปรกเช่นเดียวกัน นขาเล็บเราก็ดู เล็บเขาเล็บเรามันสะอาดมันสวยงามที่ไหน ให้พิจารณาดูเล็บ แล้วพิจารณาหนัง พอถึงหนังแล้วครอบหมดทั้งสกลกาย ผิวหนังบางๆ เท่านี้เองมันหุ้มห่อ ให้สัตว์โลกหูหนวกตาบอดไม่ระลึกถึงบุญถึงบาปได้เลย เหยียบบาปเหยียบบุญไปหมด เห็นวิเศษตั้งแต่ความมืดบอดของตนเอง เหยียบดะไปเลย เพราะหนังนี้เป็นต้นเหตุ

เมื่อพิจารณานี้แล้ว เอ้าแยกเข้าไปที่นี่ ท่านสอนไว้เพียงแค่นี้ ตโจ หนัง จากนั้นก็อาการ ๓๒ เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า พิจารณาคุ้ยเขี่ยขุดค้นดูสภาพของร่างกายในตัวของเรานี้ทั้งหมดหาสาระแก่นสารอะไรไม่มีเลย เราก็หลงอย่างหูหนวกตาบอดไม่ลืมหูลืมตา หลงชนิดว่าเป็นเราเป็นเขา เป็นของเราของเขา เป็นหญิงเป็นชาย เป็นของสวยของงาม ซึ่งเป็นของสกปรกทั้งนั้น นี่ละพอปัญญาหยั่งเข้าไปนี้ จะหยั่งเข้าไปตามหลักความเป็นจริง ผมไม่สะอาด ขนไม่สะอาด เล็บ ฟัน หนัง ไม่ได้สะอาด เนื้อ เอ็น กระดูก ไม่มีชิ้นใดสะอาด ในสกลกายของเราทั้งหมดนี้ไม่มีชิ้นใดสะอาด ที่ว่าสะอาดสวยงาม กิเลสมาเสกสรรปั้นยอลมๆ แล้งๆ ไม่ได้มีตัวจริง นี่ละปัญญาให้พิจารณาอย่างนี้

การพิจารณาปัญญานั้นเป็นตามแต่จริตนิสัยของผู้พิจารณา มีความแยบคายหลายด้านหลายทางต่างกัน อันนี้ให้ถือเป็นตามจริตนิสัย ส่วนกลางๆ ท่านสอนไว้แล้วอาการ ๓๒ ก็ดี เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ก็ดี นี่ท่านวางเป็นพื้นฐานกลางๆ เอาไว้ ตามแต่ท่านผู้ใดจะพิจารณาหนักแน่นในอาการใดๆ ในส่วนร่างกายทั้งหมด หรือจะพิจารณาไปให้ตลอดทั่วถึง ให้เป็นไปตามจริตนิสัยของผู้นั้น นี่คือการพิจารณาทางด้านปัญญา

พอจิตสงบแล้วอิ่มอารมณ์ ไม่ได้หิวโหยอยากรู้อยากเห็นอยากได้ยินได้ฟังสิ่งนั้นสิ่งนี้ ทีนี้จะพาดำเนินทางด้านปัญญา พิจารณาตามหลักความจริง ปัญญาก็ทำตามจิตที่สั่ง เพราะจิตใจไม่ได้หิวโหยพอที่จะแฉลบไปหาอารมณ์จอมปลอม ปัญญากลายเป็นสัญญาอารมณ์ เป็นของจอมปลอมไปเสีย เพราะฉะนั้นท่านจึงสอนไว้ว่า สมาธิ ปริภาวิตา ปญฺญา มหปฺผลา โหติ มหานิสํสา ปัญญาที่สมาธิอบรมแล้วย่อมเดินได้คล่องตัว หรือย่อมมีผลมากมีอานิสงส์มาก เบื้องต้นก็ สีล ปริภาวิโต สมาธิ มหปฺผโล โหติ มหานิสํโส สมาธิที่ศีลอบรมแล้วย่อมมีผลมากมีอานิสงส์มาก คำว่าศีลอบรมแล้วคือศีลเป็นรั้วกั้น ศีลให้ความอบอุ่น เราไม่ได้ทำลายศีลให้ด่างพร้อยขาดทะลุไป พอที่จะสร้างความระแวงแคลงใจให้เกิดทุกข์เป็นกังวลขึ้นมาภายในใจ เราจะทำจิตของเราให้เข้าสู่ความสงบก็ลงได้ง่าย ไม่เป็นอารมณ์กับศีล ว่าศีลด่างพร้อย เป็นต้น

พอมีศีลแล้วการทำสมาธิของเราก็ไม่เป็นกังวลในโทษที่ตนล่วงเกินศีลไม่มี จิตก็เป็นสมาธิได้ง่าย เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้วเรียกว่าจิตอิ่มอารมณ์ ที่อยากคิดอยากปรุงเรื่องราวทั้งหลายไม่คิดไม่ปรุง มีแต่อารมณ์อันเดียวแน่น นั่นเรียกว่าเอกัคคตารมณ์ เอกัคคตาจิต เรียกว่าจิตอิ่มอารมณ์ พาจิตที่อิ่มอารมณ์นี้แลออกไปทำงานทางด้านปัญญาวิปัสสนา เริ่มตั้งแต่ เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ถึงอาการ ๓๒ ตลบทบทวนหลายครั้งหลายหน พิจารณาด้วยความมีสติจดจ่อต่อเนื่องกันเป็นลำดับลำดา นี่เรียกว่าปัญญา เมื่อพิจารณาปัญญาพอสมควรแก่กาลแล้ว จิตรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ให้ถอยจิตเข้ามาสู่สมาธิคือความสงบใจ มีอารมณ์อันเดียวนี้เสีย เรียกว่าพักงาน

งานวิปัสสนาก็เป็นงานของปัญญา ให้ถอยเข้ามาสู่สมาธิ พอได้กำลังวังชา จิตมีความสงบแล้วเย็น เหมือนถอดเสี้ยนถอดหนาม พอจิตมีความสงบเย็นเป็นกำลังได้ดีแล้วออกทางด้านปัญญา พิจารณาอาการ ๓๒ นี้แหละเป็นพื้นเป็นฐาน พิจารณาทบทวนถอยหน้าถอยหลังเหมือนเขาคราดไร่คราดนาทบทวนไปมา คราดไปคราดมา จนกระทั่งมูลคราดมูลไถแหลกละเอียดควรแก่การปักดำแล้วเขาก็ปักดำ อันนี้พิจารณาถึงความละเอียดลออของธาตุของขันธ์แล้ว เราจะพักจิตเราก็พักได้สบาย ต่อจากนั้นพิจารณาไปอีกต่อไปอีกทบทวนหลายครั้งหลายหน อย่าเอาเวล่ำเวลา อย่าเอาเที่ยวมากำหนด ให้เอาความชำนิชำนาญมาเป็นบาทฐานสำคัญการพิจารณา

เรื่องร่างกายนี้เป็นของสำคัญมาก ผมจะไม่อธิบายอะไรมาก เพียงกลางๆ เท่านี้ท่านผู้ปฏิบัติจะกระจายออกไปเอง เพราะความรู้อันนี้สามารถที่จะกระจายออกไปได้หมด เพราะเป็นขั้นปัญญาเกี่ยวกับร่างกาย มันจะกระจายออกไปหมดเลย นี่เรียกว่า สมาธิ ปริภาวิตา ปญฺญา มหปฺผลา โหติ มหานิสํสา ปัญญาที่มีสมาธิเป็นเครื่องหนุนแล้วย่อมเดินได้คล่องตัว ทำงานตามหน้าที่ของตนไม่เถลไถลไปในงานอื่นใด อันที่สาม ปญฺญา ปริภาวิตํ จิตฺตํ สมฺมเทว อาสเวหิ วิมุจฺจติ จิตที่ปัญญาซักฟอกเรียบร้อยแล้ว ย่อมหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงโดยชอบ นั่น เมื่อปัญญามีความเฉลียวฉลาดรอบตัวแล้วก็ซักฟอกจิตไปตั้งแต่ขั้นหยาบๆ ไปเรื่อยๆ เช่น อสุภะอสุภัง การพิจารณาปัญญาก็เป็นการซักฟอกจิตไปอีกประเภทหนึ่งๆ จนถึงขั้นจิตที่ละเอียด

ปญฺญา ปริภาวิตํ จิตฺตํ สมฺมเทว อาสเวหิ วิมุจฺจติ จิตเมื่อถูกปัญญาอบรมหรือซักฟอกเรียบร้อยแล้ว ย่อมหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงโดยชอบ นี้คือพระโอวาทคำสอนของพระพุทธเจ้า และสาวกทั้งหลายก็ได้ยินได้ฟังและปฏิบัติตามนี้ได้เป็น สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ของพวกเราตามแบบแผนที่ถูกต้องดีงาม จึงขอให้นำไปพินิจพิจารณา เรื่องร่างกายเป็นสำคัญมากนะ นักปฏิบัติอย่าหนีร่างกาย เรื่องอสุภะอสุภังเป็นพื้นฐานสำคัญ เพราะเรื่องร่างกายนี้เป็นกิเลสตัวใหญ่หลวง ออกหน้าทัพก็คือกิเลสตัวนี้แหละ ราคะตัณหา กามกิเลส ตัวนี้เป็นตัวกดถ่วงโลกทั้งหลายให้จมดิ่งๆ จนกระทั่งไม่รู้บุญรู้บาป ไม่สนใจบุญบาป ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมตลอดเวลา ยิ่งกว่าหมาเดือน ๙ เดือน ๑๒ ก็คือราคะตัณหาที่อยู่ในหัวใจของสัตว์โลกนี้แล

จึงต้องนำอสุภะอสุภังมาพิจารณาแก้กัน เมื่อแก้อันนี้ลงไปเต็มที่ๆ แล้ว เรื่องอสุภะอสุภังนี้ถึงขั้นชำนาญ ชำนาญจริงๆ มองดูอะไรนี้เป็นไปตามที่เรารู้เราเห็นนั้นเลย ไม่ว่ามองสัตว์มองบุคคลมองหญิงมองชายมองเขามองเรา เราชำนิชำนาญในทางเนื้อ มองไปนี้เห็นเป็นเนื้อ ชำนาญในทางกระดูก มองไปจะเห็นแต่กองกระดูก เนื้อไม่เห็นเลย ต่างคนต่างมีความชำนิชำนาญต่างๆ กัน จนกระทั่งมันมีความชำนิชำนาญคล่องแคล่วแกล้วกล้าแล้ว เอ้า ตั้งเข้ามา เอาอสุภะอสุภังที่เราพิจารณาเอามาไว้ที่ตรงหน้าของเรา เอา กำหนดดู อสุภะจะเป็นตัวเขาตัวเราเป็นอสุภะ เอามาตั้งไว้ตรงหน้าเพื่อจะพิสูจน์เรื่องราคะตัณหามันเป็นไปจากอะไร ตรงนี้เป็นตัวที่จะพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนไม่สงสัย

เอามาตั้งไว้ข้างหน้า กำหนดดู ไม่เคลื่อนไหว เอ้า มันจะไปยังไงอสุภะอันนี้ ท่านั่งท่านอนก็ตาม ท่าไหนก็ตาม เอากำหนดมาไว้ข้างหน้านี้ หรือว่าเน่าเฟะอยู่ข้างหน้านี้ เอาสติจับอยู่ตรงนั้นมันจะไปไหน ถ้ามันยังนิ่งอยู่ตลอดไปนี่ก็แสดงว่ายังไม่พอ ต้องกำหนดให้แน่เสียก่อนนะ ถึงขั้นที่เราจะเคลื่อนไหวหรือเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นนั้นต้องพิจารณาอันนี้ ถ้าอันนี้ยังแน่วอยู่นั้นก็แสดงว่าจิตเรายังไม่พอ เอา ทำลายลงไปอีก เอาอันนี้แหละทำลาย ทำลายให้แหลกให้เหลวให้รวดให้เร็วลงไปโดยลำดับลำดา แล้วย้อนกลับมาพิจารณาอสุภะอสุภังนี้ เอามาตั้งไว้ตรงหน้าเราอีก เราจะได้พิสูจน์ตัวราคะนี่ คืออะไรเป็นราคะ ตรงนี้ละตรงตัดสินกัน

วันนี้เปิดหัวอกให้ท่านทั้งหลายฟัง ดำเนินมาอย่างนี้ ทีนี้พอถึงขั้นมันจะรู้ตัวแล้ว กำหนดอสุภะที่ตั้งอยู่ตรงหน้า จะเป็นท่านั่งก็ตาม ท่านอนท่าใดก็ตาม พอกำหนดนี้แล้ว อสุภะที่ตั้งอยู่ตรงหน้านั้นจะถูกจิตนี้กลืนเข้ามาๆ มันเป็นเอง ท่านทั้งหลายอย่าไปวาดภาพอย่าไปทำเป็นสัญญาอารมณ์นะ ให้เป็นหลักธรรมชาติปัจจุบัน เป็นความถูกต้องดีงาม เป็นธรรมแท้ กำหนดดูอันนี้จะไปไหน มันจะเคลื่อนไหวไปมา จะออกจะเข้า เคลื่อนไหวไปไหนดูให้ชัดเจน เวลามันชัดเจนจริงๆ แล้ว อสุภะอสุภังที่เรากำหนดนั้นจะเคลื่อนตัวเข้ามาๆ จิตจะดึงดูดเข้ามาๆ เลยกลายเป็นจิตกลืนเอาอสุภะที่อยู่ตรงหน้านั้นเข้ามาเป็นตัวเสียเอง

เมื่ออสุภะได้หมุนตัวเข้ามาสู่จิตแล้ว อสุภะที่เราตั้งไว้ภายนอกนั้นเป็นอสุภะนอก มันปัดออกเลย อสุภะที่แท้จริงคือจิตดวงนี้ไปวาดภาพว่าอันนั้นสวยอันนี้งาม อันนั้นไม่สวยไม่งาม คือสังขารตัวนี้เอง ทีนี้สังขารตัวนี้กลืนเข้ามาแล้วมาเป็นตัวเสียเอง คือสังขารตัวนี้เองเป็นอสุภะอสุภัง ตัวนี้เองเป็นกิเลส ตัวนี้เองเป็นราคะตัณหา อสุภะอสุภังไม่ได้เป็นราคะตัณหา ตัวนี้เองเป็น พอจับอันนี้ได้ปั๊บมันจะปัดอสุภะภายนอกออกโดยหลักธรรมชาติ ไม่ต้องมีใครบอกก็ตาม ทีนี้มันจะฝึกซ้อมอสุภะอันนี้โดยอาศัยอสุภะภายนอกมาเป็นเครื่องฝึกซ้อม เอา ตั้งขึ้นมาปั๊บมันจะหมุนเข้ามาภายในๆ เร็วเข้ามาเรื่อยๆ แล้วมาถูกจิตกลืนไป หายที่จิตๆ อสุภะทั้งหมดเข้ามาเป็นอสุภะภายในจิตแล้ว กำหนดแล้วมันจะหายไปที่จิต เอ้า ตั้งขึ้นมาใหม่ แล้วมันจะกลืนเข้ามาๆ และหายไปหมดๆ

ฝึกซ้อมจนกระทั่งมีความชำนิชำนาญ อสุภะภายในตั้งอยู่ไม่นานก็หมดไปๆ สุดท้ายก็เป็นแสงหิ่งห้อยละที่นี่ เข้าใจเหรอ ราคะตัณหาข้างนอกเพราะอาศัยรูปร่างกลางตัวเป็นอสุภะภายนอก หรือว่ากิเลสตัณหา ราคะตัณหา ไปอยู่ภายนอกอสุภะหรือสุภะอันนั้น มันไม่ได้อยู่ เป็นกิเลสไปวาดภาพหลอก ทีนี้พอพิจารณานี้เข้าไปๆ เรื่องอสุภะภายนอกนั้นจะถูกจิตกลืนเข้ามาๆ เป็นอสุภะอยู่ภายในตัวเอง พอเป็นอสุภะอยู่ภายในตัวเองแล้วจะดับลงที่ภายในจิตนี้เอง แล้วตั้งขึ้นมาใหม่เพื่อการฝึกซ้อม เราไม่ต้องดึงนะ ตั้งขึ้นมานั้นแล้วกำหนดดูอันนั้น มันจะเข้ามาของมันเอง พอตั้งขึ้นปั๊บมันจะเข้ามาๆ เป็นเองๆ เข้ามาถึงจิตกึ๊กแล้วอยู่ที่จิต แล้วดับไปๆ จนมีความชำนิชำนาญ

ตั้งขึ้นมา เร็วเข้ามา ไหลเข้ามา เร็วเข้ามา ตั้งมาเป็นอสุภะภายในก็เร็วเข้าเรื่อยๆ ดับไปที่ภายในใจเรื่อยๆ จนกระทั่งหมดเรื่องอสุภะภายใน ตั้งขึ้นพับดับพร้อมๆ  จากนั้นก็เป็นอากาศธาตุ ร่างกายนี้หมดความหมายในการพิจารณาร่างกาย แต่ต้องอาศัยภาพอันนี้แหละเป็นพื้นฐานต่อไปจนกระทั่งไม่มีอะไรเหลือ มันก็ยังตั้งขึ้นมาเพื่อฝึกซ้อมปัญญาให้ชำนิชำนาญอยู่นั้นแล นี่ละการพิจารณา ในจุดนี้แล้วเรื่องร่างกาย เรื่องอสุภะอสุภังทั้งหลาย ราคะตัณหาหมดไปที่จุดนี้ ให้ท่านทั้งหลายจำเอานะ ราคะตัณหาไม่ไปอยู่กับหญิงกับชาย ไม่ไปอยู่กับอสุภะอสุภัง มันอยู่กับตัวสังขารจากอวิชชา อวิชชาเป็นสังขารไปวาดภาพเป็นหญิงเป็นชายเป็นเขาเป็นเราแล้วมาหลอกตัวเอง พอตามภาพนี่ได้แล้วมันจะเข้ามาสู่ภายใน

พอเข้ามาสู่ภายใน ภาพนี้หายไปหมดแล้ว นั่นละที่นี่ราคะตัณหาหมดไปในที่นี่ เป็นพื้นฐานในเบื้องต้น อย่างน้อยขาดในเบื้องต้นนี้ สอบได้ ๕๐% เรียกว่าแน่แล้วที่นี่ไม่เป็นอื่น แล้วต่อไปก็ฝึกซ้อมนี่แหละ ฝึกซ้อมสุภะทั้งหลาย อสุภะทั้งหลาย อยู่ไม่หยุดไม่ถอย ทีนี้มันจะเลื่อนขึ้นจาก ๕๐% แล้ว ๖๐% ขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหมดปัญหาในเรื่องอสุภะอสุภัง จากนั้นก็ก้าวเข้าสู่นิพพาน อันนี้ไม่ต้องบอก อันนี้เป็นสำคัญมากเรื่องราคะตัณหา ทำให้ไขว่คว้า ทำให้หาหลักยึดไม่ค่อยได้ ขอให้ตั้งอันนี้ได้เถอะพระปฏิบัติเรา แน่วแน่ต่อการพ้นทุกข์ไม่ต้องสงสัยเลย เหมือนหนึ่งว่าพระพุทธเจ้าประทับอยู่ข้างหน้า และนิพพานอยู่ชั่วเอื้อมๆ มันจะตะเกียกตะกายแหละที่นี่ นี้ความแน่นอน เรื่องราคะตัณหาขาดลงในจุดที่อสุภะอสุภังหมุนเข้ามาสู่ใจ ใจกลืนไปหมดแล้ว เรื่องร่างกายทั้งหลายนี้เป็นอสุภะภายนอกก็หมดไป ราคะก็หมดไปในจุดนั้น

ฟังให้ดี ใครจะสอนท่านทั้งหลายอย่างนี้ เราดึงออกมาจากหัวใจมาสอน ให้จำให้ดี ไม่มีผิดมีพลาดถ้าดำเนินตามนี้แล้ว แต่อย่างไรต้องพิจารณาเรื่องสกลกาย อสุภะอสุภังให้แน่นหนามั่นคง ให้ชำนิชำนาญ เรื่องที่จะเกิดขึ้นอย่างนี้บอกแต่แนวทางไว้ให้ เอามาตั้งข้างหน้า อสุภะนั้นเมื่อชำนาญแล้วเอามาตั้งข้างหน้าไม่ให้มันเคลื่อนไหวไปไหน มันจะไปที่ไหน ทำลายก็ไม่ทำลาย ให้มันอยู่อย่างนั้น ท่านั่งก็ให้นั่ง ท่ายืน ท่านอนก็ให้มันนอนอยู่นั้น เอา ดูมันจะเคลื่อนไหวไปไหน อันนี้มันจะเป็นหลักธรรมชาติอันหนึ่ง มันจะค่อยเคลื่อนเข้ามา เคลื่อนเข้ามาโดยหลักธรรมชาติของตัวเอง ไม่ได้ถูกบีบบังคับนะ

พอกลืนเข้ามาๆ จิตนี้จะกลืนเข้ามาจนกระทั่งมาถึงจิต จิตเลยเป็นอสุภะนั้นเสียเอง อันนั้นไม่ใช่อสุภะอสุภังอะไร ตัวจิตเองเป็นผู้ไปวาด พอจับนี้ได้แล้วมันก็ปล่อยอสุภะภายนอกนั้นไปหมด ยังเหลือแต่อสุภะภายใน แต่ต้องเอาอสุภะภายนอกมาตั้งเป็นฐานเพื่อลับสติปัญญา ฝึกซ้อมให้มีความชำนิชำนาญละเอียดลออรวดเร็วยิ่งขึ้นไป ก็ต้องอาศัยอสุภะภายนอกอยู่นั้นแหละ พอตั้งปั๊บมันจะหมุนเข้ามาภายในใจๆ พอหมดนี่แล้ว นี่ละท่านว่าราคะตัณหามาหมดจุดนี้ ท่านบอกว่าท่านสำเร็จพระอนาคามี ไม่ต้องกลับมาเกิดอีกแล้ว

คือราคะตัณหานี้เป็นตัวพาให้สัตว์เกิดสัตว์ตายอยู่ตลอดเวลา ราคะตัณหาจึงเป็นหัวหน้าแห่งแนวรบ ออกสนามก็คือราคะตัณหา ทำโลกให้ยุ่งเหยิงวุ่นวายป่วนปั่นกันอยู่ตลอดเวลาก็คือราคะตัณหา พอราคะตัณหานี้ขาดสะบั้นลงไปจากใจแล้ว เรื่องทั้งหลายที่วุ่นวายส่ายแส่ทั้งวันทั้งคืนด้วยความคิดเป็นบ้าของเรานี้แหละ มันไปสร้างเหตุการณ์ขึ้นมา พอราคะอันนี้ขาดลงไปแล้ว ความคิดความปรุงที่ยุ่งเหยิงวุ่นวายก่อกวนตัวเองนั้นมันสงบลงไปด้วยกัน ประหนึ่งว่าบ้านร้างแต่มีคนอยู่

ทำไมว่าบ้านร้างแล้วมีคนอยู่ยังไง ก็คือมีแต่คนมีสมบัติผู้ดี จิตใจที่คิดเป็นอรรถเป็นธรรมล้วนๆ เพื่อความพ้นทุกข์โดยถ่ายเดียวๆ นี่เรียกว่ามีคนอยู่ เหมือนเมืองร้าง จิตใจที่วุ่นวายทั้งหลายมันมีอันธพาลอยู่ในนั้น กิเลสคือตัวกามราคะตัณหาที่เป็นอันธพาล พอตัวนี้ขาดสะบั้นลงไปแล้วจึงเป็นเหมือนบ้านร้าง อันธพาลอย่างนี้ไม่มี จิตใจที่จะคิดให้เป็นอันธพาลยุ่งเหยิงวุ่นวายไปทั่วโลกดินแดนอย่างนี้ไม่มี ออกไปจากกามกิเลสนี้เท่านั้น พอกามกิเลสนี้ขาดสะบั้นลงไปแล้วเท่านั้นจึงเป็นเหมือนบ้านร้าง จิตใจนี้ว่างไปหมด ไม่มีอะไร ความคิดความปรุงมีแต่เป็นความคิดความปรุงของอรรถของธรรม ที่จะพาเจ้าของให้หลุดพ้นจากทุกข์โดยถ่ายเดียว ไม่ได้เป็นความคิดความปรุงที่ลากเจ้าของลงๆ เหมือนราคะตัณหาที่มันลากสัตว์โลกลงให้จมตลอดเวลา พากันจำเอานะ

ทีนี้เอานี้ฝึกซ้อมเข้าไปแล้ว ต่อไปเรื่องร่างกายนี้มันจะหมดปัญหาของมันไป มันจะว่างเปล่าไปเลย ไม่บอกก็รู้ ขอให้เอาอสุภะอสุภังนี้มาตั้งเป็นฐานฝึกซ้อม เพื่อความชำนิชำนาญของจิตนี้ก็แล้วกัน ของอสุภะภายใน มันจะค่อยดับไปๆ เกิดแล้วดับ ปรากฏขึ้นมาแล้วดับ แล้วเร็วขึ้นๆ จากนั้นแล้วก็หมด หมดแล้วเรื่องพิจารณาสกลกาย ก็หมดปัญหา เรียกว่ารูปธรรมหมดแล้วในขั้นอนาคามี หมดโดยสิ้นเชิง จากนั้นก็เป็นนามธรรม พวกสัญญา สังขาร วิญญาณ มันปรุงมันแต่งจากจิตนี้แหละ เรียกว่าติดนามธรรม พิจารณาอันนี้ความเกิดความดับ สังขารคิดดีคิดชั่วดับ สัญญาเกิดแล้วดับ ดับลงไปหาใจ รากฐานที่อยู่กับใจนั้นคืออะไร คืออวิชชา

ทีนี้มันก็ตามกระแสของจิตที่เป็นนามธรรมนี้เป็นอารมณ์ ไต่เต้าเข้าไปๆ ฝึกซ้อมเข้าไปเรื่อยๆ พอถึงขั้นนั่นแล้วมันก็ถึงอวิชชาเอง ไม่ต้องถามหาอวิชชาแหละ ให้พากันเข้าใจ นี่วิธีพิจารณา ผมเปิดให้ท่านทั้งหลายได้ฟังชัดเจนเพราะจวนจะตายแล้ว ผู้ปฏิบัติจะไม่ได้หลักได้เกณฑ์ ประพฤติปฏิบัติสุ่มสี่สุ่มห้าลุ่มๆ ดอนๆ การภาวนาสติเป็นของสำคัญ มันก็ไม่สำคัญยิ่งกว่าความปล่อยเนื้อปล่อยตัวไปเสีย เลยตั้งหลักตั้งฐานของจิตใจก็ไม่ได้ เมื่อตั้งรากฐานจิตใจไม่ได้ ความสงบไม่มี ปัญญาจะเกิดได้ยังไง นี่ละที่ท่านสอนไว้ ศีล สมาธิ ปัญญา ท่านสอนอย่างนี้

เมื่อตั้งรากตั้งฐานของจิตได้ด้วยสติแล้วสมาธิจะเป็นขึ้นมาๆ สมาธิเป็นขึ้นมาอย่าลืมปัญญา ปัญญาเป็นเครื่องแก้กิเลส สมาธิเป็นเครื่องตีกิเลสให้ตะล่อมเข้ามาอยู่ในความสงบ หรือว่าล้อมคอกกิเลสไว้ก็ถูกนะ ปัญญาเอามาตีต้อนกิเลสสับฟันกิเลส นี่เรียกว่าปัญญา ให้พากันพิจารณา ให้ดำเนินตามนี้

พอถึงขั้นนี้แล้ว ขั้นอสุภะอสุภังนี้เป็นขั้นที่ชุลมุนวุ่นวายมาก ในบรรดาความเพียรทั้งหลาย ไม่มีความเพียรใดที่จะหนักแน่นชุลมุนวุ่นวายยิ่งกว่าความเพียรในการพิจารณาอสุภะอสุภังเพื่อตัดกามกิเลสให้ขาดสะบั้น อันนี้เรียกว่างานชุลมุนวุ่นวาย ชุลมุนที่สุดเลยทีเดียว จะเห็นในตัวของเราเองนั่นแหละ ท่านผู้ปฏิบัติจะผ่านเข้าไปตรงนั้นไม่ต้องบอก พออันนี้ผ่านไปแล้วทีนี้ งานต่อไปนี้เป็นงานสติอัตโนมัติปัญญาอัตโนมัติ มันจะหมุนเพื่อความพ้นทุกข์โดยถ่ายเดียว เป็นขั้นของพระอนาคามี ท่านจะหมุนขึ้นโดยลำดับไม่หมุนลง นี่เรียกว่าสติปัญญาอัตโนมัติ หมุนขึ้นเรื่อยๆๆ ไม่มีลง ขึ้นเรื่อยๆ ละเอียดเข้าไปๆ ถึงความพ้นทุกข์โดยสิ้นเชิงจากการพิจารณาอย่างนี้

ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นธรรมะสดๆ ร้อนๆ อยู่ตลอดเวลาตั้งแต่พระพุทธเจ้าองค์ไหนๆ มา จนกระทั่งปัจจุบัน และเป็นธรรมะสดๆ ร้อนๆ จะนำสัตว์ทั้งหลายให้หลุดพ้นจากทุกข์ไปได้โดยลำดับตลอดไปแบบสดๆ ร้อนๆ เหมือนกัน ขอให้พากันตั้งอกตั้งใจปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้นี้ จะเป็นเหมือนหนึ่งว่าตามเสด็จพระพุทธเจ้าทุกฝีก้าวเลย ด้วยความไม่คลาดเคลื่อน

สติธรรม ปัญญาธรรม ศีล ท่านก็สอนไว้แล้ว ธรรมนั่นแหละเรียกว่าสติธรรมปัญญาธรรม อยู่ในคำว่าธรรม ศีลรักษาให้ดี ให้เป็นผู้มีหิริโอตตัปปะ รักษาศีลให้ดี อย่าให้มีด่างพร้อยเป็นอันขาด พากันรักษาให้ดี ศีลเป็นพื้นฐานที่จะล้อมสมาธิ เป็นกำแพงกั้นจิตใจเราไม่ให้ส่ายแส่ออกไปสู่ภายนอก แล้วคิดเอาฟืนเอาไฟมาเผาตน เมื่อศีลของเราบริสุทธิ์แล้วเราจะมีความอบอุ่น พิจารณาทางด้านสมาธิจะแน่วแน่ว่องไวไปโดยลำดับลำดา

นี่พูดถึงเรื่องการดำเนินเพื่อความพ้นทุกข์ ท่านทั้งหลายอย่าไปนึกถึงครั้งพุทธกาลครั้งไหนๆ ให้ยึดเอาหลักสวากขาตธรรมที่ตรัสไว้ชอบแล้วนี้ เข้ามาสู่หลักปฏิบัติหลักใจของตนเอง สติก็เป็นหลักใจ สติก็คือธรรมสดๆ ร้อนๆ ปัญญาเป็นธรรมสดๆ ร้อนๆ ความอดความทนความพากความเพียรเป็นธรรมสดๆ ร้อนๆ ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย และสาวกทั้งหลายพ้นจากทุกข์ด้วยธรรมเหล่านี้ เรานำธรรมเหล่านี้มาก็จะก้าวเดินตามร่องรอยอันเดียวกัน จะถึงความพ้นทุกข์อย่างเดียวกัน ให้พากันตั้งอกตั้งใจ

ผมนี้รู้สึกว่ากังวลเพื่อนฝูงมากนะ จวนจะตายเท่าไร แทนที่จะมาเป็นห่วงเป็นใยเจ้าของ ผมบอกตรงๆ ผมไม่มีเลย ธาตุขันธ์นี้ก็แบกมันไปอย่างนั้นแหละ วันหนึ่งๆ พาอยู่พากินพาหลับพานอนพาขับพาถ่าย มีตั้งแต่ทำตามขันธ์ ขันธ์เป็นใหญ่ก็ถูกเวลานี้ เราทำตามขันธ์เหมือนผู้ใหญ่ทำตามเด็ก เด็กชี้อะไรเป็นอันนั้นๆๆ ตามเรื่องของเด็กชี้ ผู้ใหญ่มีแต่ เออๆ ออๆ ไปตาม

เรื่องของขันธ์ก็เหมือนกัน จิตมีแต่คอยปฏิบัติตามขันธ์ มันเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าก็ลงเปลี่ยนอิริยาบถ มันหิวข้าวต้องการอะไรก็เอามาขบมาฉัน พาหลับพานอนพาขับพาถ่ายเป็นเรื่องปฏิบัติตามขันธ์ เรียกว่าขันธ์เป็นใหญ่ก็ถูก แต่มันไม่ได้เหยียบหัวใจนะ มันเป็นใหญ่จะต้องปฏิบัติตามมัน ในเมื่อมีขันธ์อยู่ในหัวใจเราอยู่ พ้นไปแล้วก็ต้องปฏิบัติตามมัน นี่เรียกว่ารับผิดชอบในขันธ์แต่ไม่ได้เป็นภาระในขันธ์ ขันธ์ทั้งหลายนี้ไม่มีทางที่จะซึมซาบ ถึงใจดวงที่บริสุทธ์แล้ว เป็นอฐานะโดยถ่ายเดียวเท่านั้น รักษากันปฏิบัติกันต่อไปพอถึงวันกาลเวลาที่ควรจะไปแล้วก็ปล่อยเสียเท่านั้น จึงไม่มีคำว่าห่วงใยกับอะไร เป็นห่วงใยกับเพื่อนฝูงประชาชนทั้งหลายนี่แหละ กลัวจะผิดทาง อะไรมาก็คว้ามับๆ อะไรมาคว้ามับๆ

ศาสนามีอยู่ในโลกนี้กี่ศาสนา มันเป็นเรื่องโครงการของกิเลสย่ำยีตีแหลกหัวใจคนไม่รู้ตัวเลยนะ โครงการของพระพุทธเจ้า โครงการพุทธศาสนาฆ่ากิเลสโดยตรง ท่านทั้งหลายเกิดมาได้พบพุทธศาสนาแล้วเป็นวาสนาอันล้ำเลิศ ขออย่าปล่อยอย่าวางพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาที่รื้อขนสัตว์ให้หลุดพ้นจากทุกข์โดยลำดับลำดามาไม่มีเคลื่อนคลาด จากสวากขาตธรรมที่ตรัสไว้ชอบแล้วๆ

ขอให้ทุกท่านตั้งให้ดีนะที่สอนไว้นี้ สติปัญญาเดินให้ดี เดินตามนี้นะ เหมือนกับเราก้าวเดินตามเสด็จพระพุทธเจ้านั่นแหละ จะไม่ไปไหนจะก้าวเข้าสู่มรรคผลนิพพานดังที่พูดนี้แล้ว ถึงก้าวเข้าสู่พระอนาคามีคือขั้นกิเลสหมดปัญหาและอัตโนมัตินี่จะไปนิพพานโดยถ่ายเดียว ไม่มีคำว่าถอยลงๆ จะก้าวโดยถ่ายเดียว แต่สำหรับขั้นอสุภะนี้มันหมุนกัน ระหว่างวัฏวนกับวิวัฏจักรวิวัฏธรรม ทางหนึ่งก็จะดึงลงหมุนลง ทางหนึ่งก็จะดึงขึ้น นี้ละชุลมุนวุ่นวายมาก พอผ่านอันนี้ไปแล้วก็เบาเลย ทีนี้หมุนตัวไปเอง จิตนี้ไม่ต้องบอกเรื่องความพากเพียร หมุนตัวไปเอง เป็นสติปัญญาอัตโนมัติ เป็นความเพียรอัตโนมัติ ไม่ต้องบีบบังคับหรือถูไถไป นอกจากได้รั้งเอาไว้

บางทีมันผาดโผนโจนทะยานถึงกับจะไม่หลับไม่นอน เพราะอำนาจแห่งความเพียรฉุดลากไป เราต้องได้รั้งเอาไว้ให้พักผ่อนนอนหลับ นี้เรียกว่าพักเอาไว้หนึ่ง ให้พักในสมาธิอันหนึ่ง นี่ต้องได้พักๆ ตามกาลเวลา จนกว่าถึงที่สุดก็หมดปัญหาโดยสิ้นเชิง เอาละวันนี้เทศนาว่าการเพียงเท่านี้ เพื่อให้พระเจ้าพระสงฆ์ทั้งหลายเราได้เข้าอกเข้าใจแนวทางที่ปฏิบัติ และที่จะปฏิบัติต่อไป โดยที่สอนไว้แล้วนี้แน่ใจไม่มีผิด เราสอนด้วยความแน่ใจทุกอย่าง ขอให้ปฏิบัติตามนี้จะไม่เป็นอื่น จะเจอองค์ศาสดาโดยไม่ต้องถามใครเลย สนฺทิฏฺฐิโก ประกาศป้างขึ้นที่หัวใจที่บริสุทธิ์เท่านั้นพอ เอาละพอ

วันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2555

สมาทาน


สมาทาน
เมื่อท่านศึกษาระเบียบการปฏิบัติครบถ้วนแล้ว ต่อแต่นี้ไปก็เตรียมการปฏิบัติจริงก่อน
การลงมือปฏิบัติ ท่านสอนให้ตัดกังวลต่างๆ เสียให้สิ้น คิดว่าเวลาเท่านี้เราจะปฏิบัติสมณธรรม
ต้องเตรียมทำการงานที่จำเป็นไว้ให้ครบถ้วน สั่งคนภายในไว้ว่าเวลาเท่านั้นเราจะปฏิบัติสมณธรรม
แขกไปใครมาขอให้รอพบกำหนดเวลาที่กำหนดให้ เมื่อพร้อมแล้วกังวลต่างๆ ไม่มีแล้วก็จัดแจง
อาบน้ำชำระกายให้สะอาด หาดอกไม้ธูปเทียนสำหรับบูชาพระรัตนตรัยตามแต่จะหาได้ขณะที่
ขอเรียนกรรมฐานใหม่ๆ ตามความนิยมในสมัยก่อนๆ มาจนถึงสมัยที่กำลัง เขียนหนังสือนี้
ท่านให้จัดเครื่องบูชาอย่างละ ๕ คือ ธูป ๕ ดอก เทียนหนัก ๑ บาท ๕ เล่ม ดอกไม้ ๕ กระทง
ข้าวตอก ๕ กระทง  สำหรับนักศึกษาภาคปฏิบัติใหม่และใช้คราวเดียวในคราว เข้ามาศึกษาใหม่
เท่านั้น ต่อไปใช้ดอกไม้ธูปเทียนตามแต่จะหาได้ ถ้าไม่มีที่หาก็ไม่ต้องหา เมื่อเตรียมกาย
เตรียมใจ เตรียมเครื่องบูชาครบถ้วนแล้ว ก็เริ่มบูชาพระรัตนตรัยตามแต่จะบูชาได้ ไม่กะเกณฑ์
ว่าจะต้องบูชามากน้อยเพียงใด ท่านที่ว่าอะไรไม่ได้มาก ตั้งนโม ๓ จบ  แล้วว่า

          พุทธัง  สรณัง  คัจฉามิ 
          ธัมมัง  สรณัง  คัจฉามิ 
          สังฆัง  สรณัง  คัจฉามิ 

          แล้วว่า ทุติยัมปิ พุทธัง ฯลฯ ตติยัมปิ พุทธัง ฯลฯ  ครบสามจบแล้ว ถ้าสวดได้ก็
สวดอิติปิโส ฯลฯ สักจบ  ถ้าสวดไม่ได้ก็ไม่ต้อง ต่อไปก็ สมาทานศีล ๕ คือว่าศีล ๕ ว่าเอง
โดยไม่ต้องมีพระนำ แล้วตั้งใจว่าเราจะรักษาศีล ๕ นี้ให้บริสุทธิ์  บริบูรณ์ตลอดชีวิตเราจะไม่ยอม
ให้ศีลขาดด้วยเจตนา แล้วตั้งใจรักษาศีลด้วยความบริสุทธิ์ใจ โดยสังวรระวังใจ ควบคุมความ
ประพฤติ ไม่เผลอทำลายศีลด้วยเจตนา และไม่ยุให้ผู้อื่นทำลายศีล ไม่ยินดีที่เห็นผู้อื่นทำลายศีล
เมื่อสมาทานศีลเรียบร้อยแล้วก็เริ่มสมาทานกรรมฐาน การสมาทานกรรมฐานตามนัยวิสุทธิมรรค
ท่านเขียนไว้ดังนี้

dmc.tv

สมาทานตรงต่อพระพุทธเจ้า 

          อิมาหัง ภะคะวา อัตตะภาวัง ตุมหากัง ปะริจัชชามิ แปลว่า ข้าแต่สมเด็จ-
พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ขอเสียสละ คือมอบเวนซึ่งอัตภาพนี้ แด่สมเด็จพระสรรเพชญ-
สัมมาสัมพุทธเจ้า (แปลตามท่านแปลไว้ในแบบ)  อีกแบบหนึ่งท่านแปลเอาความ  มีใจความ
ที่ท่านแปลไว้ดังนี้ "ข้าแต่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าขอมอบ
กายถวายชีวิตแด่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า" แบบหลังนี้ ท่านแปลศัพท์ว่า อัตตะภาวัง
ตุมหากัง ปะริจัชชามิ ที่แปลว่า สละรอบซึ่งอัตภาพของข้าพเจ้า ท่านแปลถือเอาความว่า
มอบกายถวายชีวิต ความจริงก็ได้ความดี การสละรอบกายก็ได้แก่สละชีวิตนั่นเอง ถ้าจะถือ
เอาความตามภาษาไทยให้ชัดกันแล้ว ของท่านที่แปลไว้ตอนหลังได้ความชัดกว่าผู้เขียนเองก็
สอนศิษย์ให้แปลตามนัยหลัง

thaibelieve.com

สมาทานต่อครูอาจารย์ 

          อิมาหัง ภันเต อัตตะภาวัง ตุมหากัง ปะริจัชชามิ  แปลว่า  ข้าแต่ท่านอาจารย์
ผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอมอบกายถวายชีวิตแด่ท่าน

คำสมาทานที่ต่อเสริมกันใหม่ 

          คำสมาทานนี้  นอกจากจะมีมาตามแบบแผนในวิสุทธิมรรคแล้ว แต่ละสำนัก แต่ละ
อาจารย์ ต่างก็แต่งคำสมาทานขึ้นสอนศิษย์ให้สมาทานตามความที่เห็นว่าเหมาะสม การที่ใคร
จะมีคำสมาทานว่าอย่างไรนั้น  และไม่เกินพอดี  คือยังแสดงความเคารพนับถือพระรัตนตรัยอยู่
ก็เป็นอันว่าใช้ได้ทั้งนั้น ไม่เห็นว่าจะน่าตำหนิกันตรงไหน บางอาจารย์ท่านก็ประพันธ์สำนวน
ยืดยาวมาก บางอาจารย์ก็มีสำนวนสั้น ๆ พอได้ความ ข้อนี้ไม่ควรติชม เพราะขึ้นแก่ความ
เหมาะสมและจำเป็น อย่างไรเหมาะสม อย่างไรจำเป็น ไม่ขอออกความเห็น เพราะเป็นเรื่อง
ไม่น่าจะเก็บเอามาคิดให้เสียเวลา เรียนกับใครก็ควรจะเชื่อฟังท่านผู้สอนนั่นแหละเป็นการดีแล้ว
สำหรับผู้เขียนเคยผูกแบบให้ศิษย์สมาทานดังนี้  ที่นำมาเขียนก็เพราะศิษย์ส่วนมาก เมื่ออ่าน
หนังสืออุทุมพริกสูตรในหนังสือนั้นไม่มีคำสมาทาน ได้ขอร้องให้พิมพ์คำสมาทานแจก โอกาส
ที่จะพิมพ์ไม่มี เมื่อเขียนหนังสือนี้ ก็ขอเอามาลงไว้ในหนังสือนี้ แบบสมาทานที่ผู้เขียนต่อเสริม
ขึ้นนี้ ต่อไปท่านผู้ใดเห็นว่ายังแคบไปจะต่อเสริมก็ได้ ที่ท่านเห็นว่ากว้างขวางไปจะย่อให้สั้นเข้า
ก็ได้ หรือเห็นว่ารุงรังจะเลิก ไม่ใช้ ใช้เฉพาะแบบในวิสุทธิมรรคก็ตามใจ คำสมาทานที่ผู้เขียน
ผูกขึ้นนี้ ตอนต้นต้องใช้แบบวิสุทธิมรรคก่อน แล้วต่อด้วยคำสมาทานที่ผูกขึ้นเองดังนี้

คำสมาทานที่ผูกขึ้นเอง

          "ข้าพเจ้า ขออาราธนาบารมีสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระปัจเจก-
พุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ บารมีพระธรรม และพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย ครูบาอาจารย์ทั้งหลายสืบๆ
กันมา มีหลวงพ่อปานวัดบางนมโคเป็นที่สุด ขอได้โปรดยกจิตของข้าพเจ้าขึ้นสู่ภาวะพระกรรมฐาน
๔๐ ทัศน์ พระปีติทั้ง ๕ และวิปัสสนาญาณทั้ง ๙ ขอพระกรรมฐานทั้ง ๔๐ ทัศน์ พระปีติทั้ง ๕
และวิปัสสนาญาณทั้ง ๙ จงมาบังเกิดปรากฏในกายทวาร ในวจีทวาร ในมโนทวารของข้าพเจ้า
ณ กาลบัดเดี๋ยวนี้เถิด"

          เสร็จแล้วก็กราบพระสามหน ตั้งกายให้ตรง ดำรงสติให้มั่นคง กำหนดลมหายใจเข้าออก
ไว้ในฐานทั้งสาม แล้วกำหนดพิจารณาโทษของนิวรณ์ทั้ง ๕ ประการ จนจิตสงบสงัดสงัดจากนิวรณ์
มีกามฉันทะเป็นต้น ไม่มีนิวรณ์อย่างใดมารบกวนจิตแล้วก็เริ่มพิจารณาหรือภาวนา กรรมฐานที่พึง
ปฏิบัติ ถ้าเป็นกรรมฐานภาวนา เมื่อนิวรณ์ระงับจากจิต จิตว่างจากนิวรณ์แล้ว สมาธิที่ได้ในขณะนั้น
จะเข้าถึงปฐมฌานทันที ถ้าเป็นกรรมฐานพิจารณาจิตก็จะตั้งอยู่ในระดับอุปจารฌานละเอียดอารมณ์
จะแจ่มใส เห็นเหตุเห็นผลชัดเจน หลายท่านที่ชำระจิตแจ่มใสจากนิวรณ์แล้ว เข้าภาวนาจิตเข้าไป
หยุดอยู่ในสมาธิสูง คือฌาน ๔ อย่างนี้ก็มีมาก ฉะนั้น นักปฏิบัติก่อนที่จะภาวนาหรือพิจารณาอย่างอื่น
ให้ชำระจิตจากนิวรณ์เสียก่อน  คือใคร่ครวญพิจารณานิวรณ์ ๕ ประการ ให้เห็นเหตุเห็นผลชัดเจน
เห็นโทษของนิวรณ์ จนจิตเอือมระอาจากนิวรณ์ มีความเบื่อหน่ายในนิวรณ์แล้ว จึงค่อย ๆ ภาวนา
หรือพิจารณากรรมฐานที่ฝึก ถ้าจิตยังไม่ว่างจากนิวรณ์ก็อย่าเพ่อภาวนา ขืนทำไปก็เหนื่อยเปล่า
อย่ารีบร้อนเร่งรัดเกินไป ค่อย ๆ ขับไล่นิวรณ์ให้สลายตัวไปเสียก่อน จะช้าเร็วอย่างไรไม่ต้องคำนึง
ถ้านิวรณ์ระงับ ท่านก็จะถึงฌานทันที อย่างน้อยก็ได้ปฐมฌาน และอาจถึงฌาน ๔ ภายในระยะเวลา
อันสั้น จงจำไว้ว่าช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม  ตามภาษิตโบราณท่านว่าอย่างนี้  (แต่ช้านานเกินกาล เกิน
ควรก็เละไม่เป็นเรื่อง ภาษิตของผู้เขียน)

มัชฌิมาปฏิปทา 
       
           คำว่า มัชฌิมาปฏิปทา คำนี้เป็นถ้อยคำที่พระพุทธสาวกจำกันจนขึ้นใจ เป็นพระพุทธพจน์
ที่ยืนยันถึงผลของการปฏิบัติ  เพราะการปฏิบัตินั้นมีแนวอยู่สามแนวคือ

          ๑. อัตตกิลมถานุโยค การดำรงความเพียรอย่างเคร่งเครียด กินน้อยนอนน้อยว่ากันหามรุ่ง
หามค่ำ บางรายถึงกับอดมื้อกินมื้อ บางรายพยายามกินน้อยๆ  ลดลงไปทุกวันจนร่างกายผอม และ
มีการกลั้นลมหายใจ กลั้นกันนานๆ เพื่อให้มรรคผลนิพพานเกิดขึ้น แต่มันก็ไม่เกิด เพราะมันไม่ใช่
ทางของผลที่ฌานและมรรคผลจะเกิด พระพุทธเจ้าเองท่านยืนยันว่า วิธีนี้พระองค์ทำมาแล้ว สิ้นเวลา
หกปีเต็ม อดข้าวจนมีร่างกายผอมเกือบเดินไม่ไหว ขนที่พระกายเวลาเอามือลูบถึงกับหลุดติดมือ
ออกมา กลั้นลมโดยเอาลิ้นกดเพดานจนลมออกหูอู้ ทำอย่างนี้พระองค์ตรัสว่า เป็นการทรมานตน
ให้ลำบากเปล่าไม่เกิดมรรคผลเลย นอกจากจะเพิ่มทุกขเวทนาให้มากขึ้น สมัยนี้เห็นจะได้แก่การ
อัดขันธ์ของอาจารย์บางคณะ เคยไปพบเขาที่สนามแจง จังหวัดลพบุรี เห็นอุบาสิกาสองคนนั่งคราง
เสียงกระหึ่ม ได้เข้าไปถามว่า โยมเป็นอะไร เพราะคิดว่าแกป่วย ได้รับคำตอบว่า

          " อาจารย์ท่านสั่งให้อัดขันธ์ค่ะ "
          ถามว่า " อัดขันธ์เป็นอย่างไร "
          ได้รับคำตอบว่า " อาจารย์ให้กลั้นใจ "

          ฟังแล้วก็สลดใจ คิดว่าพระพุทธเจ้าท่านสอนมาแล้ว ท่านทำมาแล้วยิ่งกว่านี้ ท่านทราบว่า
ไม่เป็นทางสำเร็จ ไม่คิดเลยว่าสมัยนี้ยังมีคนเอามาสอนกันอีก แบบนี้จงอย่าแตะต้องเลย ผู้เขียนเอง
ก็ลองฝืนและได้รับผล คือ ของเก่าที่ได้มาแล้วพลอยสูญไปด้วย ที่เป็นโรคเส้นประสาท และถูก
ประสาทหลอน ก็เพราะทำนอกรีตนอกรอยอย่างนี้แหละ

          ๒. กามสุขัลลิกานุโยค มีอารมณ์จิตพัวพันกับกามารมณ์ ไม่ถอนจิตจากกามารมณ์  ยิ่ง
เอากายเข้าไปใกล้ชิดเพศตรงข้ามด้วย ยิ่งเป็นผลร้ายเต็มที่ เป็นทางกั้นมรรคผลโดยตรงทีเดียว
จงระมัดระวังให้มาก อยากได้ดีต้องหลีกเลี่ยงได้ ถ้าอดใจหรือหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็เป็นกรรมของสัตว์
ไม่มีใครช่วยได้

         ๓. มัชฌิมาปฏิปทา ทำพอสบายๆ ไม่เกียจคร้านเกินไป ไม่ขยันเกินไป นั่งนาน เมื่อย
ก็นอน ยืน หรือเดิน ตามแต่จะเห็นว่าสบาย กำหนดอารมณ์ภาวนา หรือพิจารณาไปด้วย จงถือว่า
สมาธิจะตั้งมั่น หรืออารมณ์จะผ่องใสจากกิเลสนั้น มีความสำคัญที่จิตใจไม่ใช่ที่กาย กินอาหารให้อิ่ม
อิ่มพอดีนะ ระวังอย่ารับประทานอาหารที่เป็นโทษแก่ร่างกาย อะไรเคยกินแล้วเป็นพิษเป็นภัยแก่
ร่างกาย ควรเว้นไม่กินต่อไปเด็ดขาด ตัดสังคมที่มีความเห็นไม่เสมอกันเสียให้เด็ดขาด อยู่ใน
สถานที่เงียบสงัด อย่าให้วันเวลาล่วงเลยไปโดยที่มิได้พิจารณาเห็นโทษของสังขาร ทำอย่างนี้น่าจะ
พูดรับรองผล  แต่ท่านห้ามพูดก็เลยเฉยไว้เพียงนี้ อย่างน้อย ฌานสมาบัติเป็นของท่านแน่นอน
อย่างดีก็ถึงจุดหมายปลายทาง พระพุทธเจ้าท่านว่าไว้อย่างนี้  ก็จงใคร่ครวญและปฏิบัติตามเถิด
ไม่เสียเวลาเปล่าแน่

ที่มา  board.palungjit.com

อิทธิบาท ๔


อิทธิบาท ๔ 
ได้พูดถึงวิธีการต่างๆ  มามาก ต่อแต่นี้ไปจะพูดถึงกฎบังคับตายตัวในพระพุทธศาสนา
อีกอย่างหนึ่ง ที่นักปฏิบัติไม่ว่าระดับใดต้องยึดถือเป็นกฎบังคับสำหรับการปฏิบัติ ถ้าทิ้งอิทธิบาท ๔ นี้
เสียแล้ว ไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่มีทางสำเร็จผลสมความปรารถนา แต่ถ้าท่านผู้ใดทรงการปฏิบัติตาม
ในอิทธิบาท ๔ นี้แล้ว สมเด็จพระผู้มีพระภาคตรัสรับรองผลว่า ต้องสำเร็จสมความมุ่งหมาย
ทุกประการ แม้ท่านหวังพระนิพพานในชาตินี้ ก็หวังได้แน่นอน ใจความในอิทธิบาท ๔ มีดังนี้

          ๑. ฉันทะ  มีความพอใจในปฏิปทาที่ปฏิบัติโดยสม่ำเสมอ
          ๒. วิริยะ   มีความพากเพียรพยายามไม่ท้อถอย
          ๓. จิตตะ   สนใจในข้อวัตรปฏิบัตินั้นเนืองนิจ
          ๔. วิมังสา ใคร่ครวญพิจารณา ในข้อวัตรปฏิบัตินั้นโดยถูกต้อง

          กฎ ๔ อย่างนี้ท่านเรียกว่า อิทธิบาท แปลว่า เข้าถึงความสำเร็จ หมายความว่าท่าน
นักปฏิบัติท่านใดจะปฏิบัติในสมถะหรือวิปัสสนาก็ตาม ถ้าท่านมีแนวความคิดรักใคร่สนใจในข้อวัตร-
ปฏิบัติ มีความพากเพียรไม่ท้อถอย สนใจใคร่อยู่เป็นปกติ พิจารณาสอบสวนทบทวนปฏิปทาทปฏิบัติ
แล้ว ว่าเหมาะสมถูกต้องประการใด หรือไม่เพียงใด ต่อไปควรจะปฏิบัติอย่างไรจึงจะเหมาะสมถูกต้อง
ปฏิบัติได้อย่างนี้ สมเด็จพระชินสีห์ตรัสว่า ไม่มีอะไรที่จะทำไม่ได้ไม่สำเร็จ อิทธิบาท ๔ ประการนี้
นักปฏิบัติต้องยึดไว้เป็นหลักปฏิบัติประจำใจ ไม่มีพระอรหันต์องค์ใดที่จะละเลย ไม่ยึดถืออิทธิบาท ๔นี้
เป็นหลักปฏิบัติประจำใจ  แม้องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเองก็ทรงยึดอิทธิบาทนี้เป็นกฏในการปฏิบัติ
เช่นเดียวกัน ขอท่านนักปฏิบัติทุกท่านจงยึดถืออิทธิบาทนี้เป็นหลักชัยประจำใจไว้เสมอ


อิริยาบท
นักปฏิบัติผู้หวังผล  ส่วนมากมักจะหนักใจอิริยาบท คิดว่านั่งอย่างไร นอนได้ไหม? เดิน ยืน
ได้หรือเปล่า? ขอบอกไว้ให้ทราบว่า วิธีปฏิบัติในอิริยาบทนั้น สมเด็จพระผู้มีพระภาคไม่ทรงจำกัดไว้
ท่านว่าได้ทั้ง ๔ อิริยาบท คือ นั่ง นอน ยืน เดิน

การนั่ง 
การนี้ท่านไม่จำกัดไว้ ท่านว่านั่งตามสบาย ชอบขัดสมาธิ หรือพับเพียบ หรือท่าใดท่าหนึ่ง
ที่พอเห็นว่าเหมาะสม หรือพอสบาย ท่านว่าทำได้ แต่ตามแบบท่านพูดเป็นกลาง ๆ ไว้ว่า เข้าสู่ที่สงัด
นั่งขัดสมาธิ  ตั้งกายให้ตรง ดำรงจิตให้มั่น ท่านว่าอย่างนี้ การตั้งกายให้ตรง เอากันเพียงแค่เท่าที่
จะตรงได้ สังเกตดูด้วยการทดลองสูดลมหายใจเข้าออก เอาพอหายใจสบายๆ ถ้าคนหลังงอหลังโกง
บังคับให้ตรงเป๋งย่อมไม่ได้ ต้องให้เหยียดพอดีเท่าที่จะเหยียดได้

นอน
ท่านว่าควรนอนตะแคงขวา แบบสีหไสยาสน์ แต่ทว่าถ้านอนตะแคงขวาไม่ได้เพราะเหตุใด
ก็ตาม ท่านจะนอนท่าใดก็ได้ ตามแต่ที่ท่านจะเห็นว่าสบาย

การยืน 
แบบยืนนี้เห็นจะไม่ต้องอธิบาย ก็การยืนไม่มีหลายท่า เอากันแค่ยืนได้ ใครขืนเล่นพิเรนทร์
ยืนนอกแบบฉบับก็เห็นจะลำบาก

การเดิน
การเดินนี้มีความสำคัญมาก ต้องขออธิบายสักหน่อย เดินท่านเรียกว่า "จงกรม" ทำกัน
อย่างไร ท่านไม่ได้อธิบายไว้ แต่ตามที่ปฏิบัติกันมา ท่านสอนให้เดินหลายอย่าง คือ

          ๑. เดินนับก้าว ที่เท้าก้าวไป 

          ๒. เดินกำหนดรู้การก้าวไปและถอยกลับ รู้พร้อมทั้งการแกว่งแขน และยกขาว่า ก้าวเท้าซ้าย
หรือเท้าขวา แกว่งแขนซ้ายหรือแขนขวา ก้าวไปข้างหน้าหรือข้างหลัง ดังนี้เป็นต้น 

          ๓. เดินกำหนดอารมณ์สมาธิ คือกำหนดนิมิตสมาธิตามอารมณ์กรรมฐานที่เจริญอยู่ โดยเดิน
ไปตามปกติธรรมดา

          ขอสรุปเอาว่า การเดินปฏิบัติ ท่านเรียกว่าเดินจงกรม คือเดินควบคุมสติให้รู้ว่า ก้าวไปหรือ
ถอยกลับใหม่ ๆ  ท่านให้ฝึกนับก้าวว่า เดินไปได้กี่ก้าวจึงถึงที่หมาย ต่อมาให้กำหนดรู้ว่า เราเดินด้วย
เท้าซ้ายหรือเท้าขวาให้กำหนดรู้ไว้ เพื่อรักษาสมาธิ ต่อไปก็เดินกำหนดอารมณ์กรรมฐาน ถ้าเป็น
กรรมฐานที่มีรูป ก็กำหนดรูปกรรมฐานไปพร้อมกัน กรรมฐานกองใดได้สมาธิในขณะเดิน กรรมฐาน
กองนั้นสมาธิไม่มีเสื่อม

          วิธีเดิน ตอนแรกๆ ควรเดินช้าๆ เพราะจิตยังไม่ชิน ต่อเมื่อจิตชินแล้ว ให้เดินตามปกติ
แล้วกำหนดรู้ไปด้วย เมื่อใดถ้าเดินเป็นปกติ รู้การก้าวไปและถอยกลับได้จิตไม่เคลื่อนและรักษา
อารมณ์สมาธิ หรือนิมิตกรรมฐานได้เป็นปกติ ทั้งเดินในที่ฝึกหรือเดินในธุรกิจแล้ว ก็ชื่อว่าท่าน
เป็นนักปฏิบัติที่เข้าระดับแล้ว พอจะเอาตัวรอด

บังคับหยุด
การเดินควรฝึกทั้งหลับตาและลืมตา ตอนแรกๆ ฝึกลืมตา พอชำนาญเข้าให้ฝึกหลับตา
แล้วกำหนดที่หยุดโดยกำหนดใจไว้ว่า ถึงตรงนั้นจงหยุด หรือ บังคับการแยกทางว่า ถึงตรงนั้นจง
แยกทาง หรือขณะเดินอยู่นั้นอธิษฐานให้กายเดินย้อนไปย้อนมาตามแนวเส้นทางให้ถูกต้อง ส่วน
จิตถอดท่องเที่ยวไปในภพต่างๆ บังคับให้กายเดินให้ตรงทางที่มีส่วนตรงและโค้ง เลี้ยวไปเลี้ยวมา
ตามเส้นทาง

หรือบังคับให้หยุดตรงที่กำหนด ให้หยุดกี่นาที แล้วเดินต่อไปตามกำหนดอย่างนี้ เป็นวิธี
เดินจงกรมฝึกกรรมฐาน การเดินควรฝึกให้ถึงขั้นปกติ

อานิสงส์เดินจงกรม
การเดินจงกรมเป็นการเปลี่ยนอิริยาบท ไม่ให้เส้นสายยึดจนกลายเป็นคนง่อยเปลี้ยและ
ยังทำให้ท้องไม่ผูกอีกด้วย

ที่มา  board.palungjit.com

จริต ๖

จริต แปลว่า จิตท่องเที่ยว สถานที่จิตท่องเที่ยวหรืออารมณ์เป็นที่ชอบท่องเที่ยวของ
จิตนั้น สมเด็จพระผู้มีพระภาคทรงประมวลไว้เป็น ๖ ประการด้วยกัน คือ

          ๑. ราคจริต จิตท่องเที่ยวไปไปในอารมณ์ที่รักสวยรักงาม คือพอใจในรูปสวย เสียงเพราะ
กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสนิ่มนวล รวมความว่าอารมณ์ที่ท่องเที่ยวไปในราคะ คือ ความกำหนัด
ยินดีนี้ บุคคลผู้เป็นเจ้าของจริต มีอารมณ์หนักไปในทางรักสวยรักงาม ชอบการมีระเบียบ สะอาด
ประณีต มีกิริยาท่าทางละมุนละไมนิ่มนวล เครื่องของใช้สะอาดเรียบร้อย บ้านเรือนจัดไว้อย่างมี
ระเบียบ พูดจาอ่อนหวาน เกลียดความเลอะเทอะสกปรก การแต่งกายก็ประณีต ไม่มีของใหม่ก็
ไม่เป็นไร แม้จะเก่าก็ต้องสะอาดเรียบร้อย ราคจริต มีอารมณ์จิตรักสวยรักงามเป็นสำคัญ อย่าตี
ความหมายว่า ราคจริต มีจิตมักมากในกามารมณ์ ถ้าเข้าใจอย่างนั้นพลาดถนัด

          ๒. โทสจริต มีอารมณ์มักโกรธเป็นเจ้าเรือน เป็นคนขี้โมโหโทโส อะไรนิดก็โกรธ อะไร
หน่อยก็โมโห เป็นคนบูชาความโกรธว่าเป็นของวิเศษ วันหนึ่งๆ ถ้าไม่ได้โกรธเคือง โมโหโทโส
ใครเสียบ้างแล้ว วันนั้นจะหาความสบายใจได้ยาก คนที่มีจริตหนักไปในโทสจริตนี้ แก่เร็ว พูด
เสียงดัง เดินแรง ทำงานหยาบ ไม่ใคร่ละเอียดถี่ถ้วน แต่งตัวไม่พิถีพิถัน เป็นคนใจเร็ว

          ๓. โมหจริต มีอารมณ์จิตลุ่มหลงในทรัพย์สมบัติ ชอบสะสมมากกว่าการจ่ายออก ไม่ว่า
อะไรเก็บดะ ผ้าขาดกระดาษเก่า ข้าวของตั้งแต่ใดก็ตาม มีค่าควรเก็บหรือไม่ก็ตามเก็บดะไม่เลือก
มีนิสัยเห็นแก่ตัว อยากได้ของของคนอื่น แต่ของตนไม่อยากให้ใคร ชอบเอารัดเอาเปรียบชาวบ้าน
ไม่ชอบบริจาคทานการกุศล รวมความว่าเป็นคนชอบได้ ไม่ชอบให้

          ๔. วิตกจริต มีอารมณ์ชอบคิด ตัดสินใจไม่เด็ดขาด มีเรื่องที่จะต้องพิจารณานิดหน่อย
ก็ต้องคิดตรองอยู่อย่างนั้น ไม่กล้าตัดสิน คนประเภทนี้เป็นโรคประสาทมาก มีหน้าตาไม่ใคร่สดชื่น
ร่างกายแก่เกินวัย หาความสุขสบายใจได้ยาก

          ๕. สัทธาจริต มีจิตน้อมไปในความเชื่อเป็นอารมณ์ประจำใจ  เชื่อโดยไร้เหตุไร้ผล พวกที่
ถูกหลอกลวงก็คนประเภทนี้ มีใครแนะนำอะไรตัดสินใจเชื่อโดยไม่ได้พิจารณา

          ๖. พุทธจริต เป็นคนเจ้าปัญญาเจ้าความคิด มีความฉลาดเฉลียว มีปฏิภาณไหวพริบดี
การคิดอ่านหรือการทรงจำก็ดีทุกอย่าง



         อารมณ์ของชาวโลกทั่วไป สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประมวลอารมณ์ว่า อยู่ในกฎ ๖
ประการตามที่กล่าวมาแล้วนี้ บางคนมีอารมณ์ทั้ง ๖ อย่างนี้ครบถ้วน บางรายก็มีไม่ครบ มีมากน้อย
ยิ่งหย่อนกว่ากันตามอำนาจวาสนาบารมีที่อบรมมาในการละในชาติที่เป็นอดีต อารมณ์ที่มีอยู่คล้าย
คลึงกัน แต่ความเข้มข้นรุนแรงไม่เสมอกัน ทั้งนี้ก็เพราะบารมีที่อบรมมาไม่เสมอกัน ใครมีบารมี
ที่มีอบรมมามาก บารมีในการละมีสูงอารมณ์จริตก็มีกำลังต่ำไม่รุนแรง ถ้าเป็นคนที่อบรมในการละ
มีน้อย อารมณ์จริตก็รุนแรง จริตมีอารมณ์อย่างเดียวกันแต่อาการไม่สม่ำเสมอกันดังกล่าวแล้ว

ประโยชน์ของการรู้อารมณ์จริต 

          นักปฏิบัติเพื่อฌานโลกีย์ หรือเพื่อมรรคผลนิพพานก็ตาม ควรรู้อาการของจริตที่จิต
ของตนคบหาสมาคมอยู่ เพราะการรู้อารมณ์จิตเป็นผลกำไรในการปฏิบัติเพื่อการละด้วยการ
เจริญสมาธิก็ตาม พิจารณาวิปัสสนาญาณก็ตาม ความสำคัญอยู่ที่การควบคุมความรู้สึกของ
อารมณ์  ถ้าขณะที่กำลังตั้งใจกำหนดจิตเพื่อเป็นสมาธิ หรือพิจารณาวิปัสสนาญาณอารมณ์จิต
เกิดฟุ้งซ่าน ไปปรารถนาความรักบ้าง ความโกรธบ้าง ผูกพันในทรัพย์สมบัติบ้าง วิตกกังวลถึง
เหตุการณ์ต่างๆ บ้าง เกิดอารมณ์สัทธาหวังในการสงเคราะห์ หรือมุ่งบำเพ็ญธรรมบ้าง เกิด
อารมณ์แจ่มใส น้อมไปในความเฉลียวฉลาดบ้าง เมื่อรู้ในอารมณ์อย่างนี้ ก็จะได้น้อมนำเอา
พระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้มาประคับประคองใจให้เหมาะสมเพื่อผลในสมาธิ หรือ
หักล้างด้วยอารมณ์วิปัสสนาญาณเพื่อผลให้ได้ญาณสมาบัติ หรือมรรคผลนิพพาน พระธรรมที่
พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ เพื่อผลของสมาบัติ ท่านเรียกว่า "สมถกรรมฐาน" มีรวมทั้งหมด
๔๐ อย่างด้วยกัน ท่านแยกไว้เป็นหมวดเป็นกองดังนี้

          อสุภกรรมฐาน ๑๐ อนุสสติกรรมฐาน ๑๐ กสิณ ๑๐ อาหาเรฏิกูลสัญญา ๑ จตุธาตุววัฏฐาน ๑
พรหมวิหาร ๔ อรูป ๔ รวมเป็น ๔๐ กองพอดี


แบ่งกรรมฐาน ๔๐ ให้เหมาะแก่จริต 
       
           เพราะอาศัยที่พระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญพระบารมี มีมาเพื่อเป็นศาสดาทรงสั่งสอนบรรดา
สรรพสัตว์เพื่อให้บรรลุมรรคผล ด้วยหวังจะให้พ้นจากทุกข์อันเกิดจากการเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏ
ความเป็นสัพพัญญูของสมเด็จผู้ทรงสวัสดิ์ พระองค์ทรงทราบถึงความเหมาะสมในกรรมฐานต่าง ๆ
ที่เหมาะสมกับอารมณ์จิตที่มีความข้องอยู่ในขณะนั้น ด้วยตรัสเป็นพระพุทธฎีกาไว้ว่า เมื่อใดอารมณ์
จิตของท่านผู้ใดข้องอยู่ในอารมณ์ชนิดใดก็ให้เอากรรมฐานที่พระองค์ทรงประทานไว้ว่าเหมาะสมกัน
เข้าพิจารณา หรือภาวนาแก้ไขเพื่อความผ่องใสของอารมณ์จิต เพื่อการพิจารณาวิปัสสนาญาณ เพื่อ
มรรคผลนิพพานต่อไป ฉะนั้น ขอนักปฏิบัติทั้งหลายจงสนใจเรียนรู้กรรมฐาน ๔๐ กอง และจริต ๖
ประการ  ตลอดจนกรรมฐานที่ท่านทรงจัดสรรไว้เพื่อความเหมาะสมแก่จริตนั้นๆ ท่องให้ขึ้นใจไว้
และอ่านวิธีปฏิบัติให้เข้าใจ เพื่อสะดวก เมื่อเห็นว่าอารมณ์เช่นใดปรากฏ จะได้จัดสรรกรรมฐานที่
พระพุทธองค์ทรงกำหนดว่าเหมาะสมมาหักล้างอารมณ์นั้นๆ ให้สงบระงับ ถ้านักปฏิบัติทุกท่านปฏิบัติ
ตามพระพุทธฎีกาตามนี้ได้ ท่านจะเห็นว่า การเจริญสมถะเพื่อทรงฌานก็ดี การพิจารณาวิปัสสนาญาณ
เพื่อมรรคผลนิพพานก็ดี ไม่มีอะไรหนักเกินไปเลย ตามที่ท่านคิดว่าหนักหรืออาจเป็นเหตุสุดวิสัยนั้น
ถ้าท่านปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านจะเห็นว่าไม่หนักเกินวิสัยของคนเอาจริงเลย
กับจะคิดว่าเบาเกินไปสำหรับท่านผู้มีความเพียรกล้าเสียอีก กรรมฐานทั้ง ๔๐ กอง ท่านจำแนกแยก
เป็นหมวดไว้ เพื่อเหมาะสมกับจริตนั้นๆ  มีดังนี้  คือ

๑. ราคจริต 

          ราคจริตนี้ ท่านจัดกรรมฐานที่เหมาะสมไว้ ๑๑ อย่างคือ อสุภกรรมฐาน ๑๐ กับกายคตานุสสติ
กรรมฐาน อีก ๑ รวมเป็น ๑๑ อย่างในเมื่ออารมณ์รักสวยรักงามปรากฏขึ้นแก่อารมณ์จิตจงนำกรรมฐาน
นี้มาพิจารณา โดยนำมาพิจารณาอย่างใดอย่างหนึ่งจากกรรมฐาน ๑๑ อย่างนี้ ตามแต่ท่านจะชอบใจ
จิตใจท่านก็จะคลายความกำหนัดยินดีในกามารมณ์ลงได้อย่างไม่ลำบากยากเย็นอะไรเลย ถ้าจิตข้อง
อยู่ในกามารมณ์เป็นปกติ ก็เอากรรมฐานนี้พิจารณาเป็นปกติ จนกว่าอารมณ์จะสงัดจากกามารมณ์
เห็นคนและสัตว์และสรรพวัตถุทั้งหลายที่เคยนิยมชมชอบว่าสวยสดงดงาม กลายเป็นของ น่าเกลียด
โสโครกโดยกฎของธรรมดา จนเห็นว่าจิตใจไม่มั่วสุมสังคมกับความงามแล้วก็พิจารณาวิปัสสนาญาณ
โดยยกเอาขันธ์ ๕ เป็นอารมณ์ ว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ ไม่มีในเราโดย
เอาอสุภกรรมฐานหรือกายคตานุสสติกรรมฐานเป็นหลักชัยทำอย่างนี้ไม่นานเท่าใดก็จะเข้าถึงมรรคผล
นิพพาน การทำถูกไม่เสียเวลานานอย่างนี้

๒. โทสจริต 
     
          คนมักโกรธ  หรือขณะนั้นเกิดมีอารมณ์โกรธพยาบาทเกิดขึ้นขวางอารมณ์ไม่สะดวกแก่
การเจริญฌาน ท่านให้เอากรรมฐาน ๘ อย่าง คือ พรหมวิหาร ๔ และ วัณณกสิณ ๔ วัณณกสิณ ๔
ได้แก่  นีลกสิณ เพ่งสีเขียว โลหิตกสิณ  เพ่งสีแดง  ปีตกสิณ  เพ่งสีเหลือง  โอทาตกสิณ เพ่งสีขาว
กรรมฐานทั้งแปดอย่างนี้  เป็นกรรมฐานระงับดับโทสะ ท่านจะเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งที่เหมาะสม
แก่ท่าน คือตามแต่ท่านจะพอใจเอามาเพ่งและใคร่ครวญพิจารณา อารมณ์โทสะก็จะค่อยๆ คลายตัว
ระงับไป

๓. โมหะ และ วิตกจริต 

          อารมณ์ที่ตกอยู่ในอำนาจของความหลงและครุ่นคิดตัดสินใจอะไรไม่เด็ดขาด ท่านให้เจริญ
อานาปานุสสติกรรมฐานอย่างเดียว  อารมณ์ความลุ่มหลงและความคิดฟุ้งซ่านจะสงบระงับไป

4. สัทธาจริต

          ท่านที่เกิดสัทธาความเชื่อ เชื่อโดยปกติ หรืออารมณ์แห่งความเชื่อเริ่มเข้าสิงใจก็ตาม
ท่านให้เจริญกรรมฐาน ๖ อย่าง  คือ  อนุสสติ ๖ ประการ ดังต่อไปนี้ (๑) พุทธานุสสติกรรมฐาน
(๒) ธัมมานุสสติกรรมฐาน  (๓) สังฆานุสสติกรรมฐาน  (๔) สีลานุสสติกรรมฐาน  (๕) จาคา-
นุสสติกรรมฐาน  (๖) เทวตานุสสติกรรมฐาน  อนุสสติทั้ง ๖ อย่างนี้  จะทำให้จิตใจของท่านที่
ดำรงสัทธาผ่องใส

๕. พุทธิจริต 
          คนเฉลียวฉลาดรู้เท่าทันเหตุการณ์  และมีปฎิภาณไหวพริบดี  ท่านให้เจริญกรรมฐาน ๔
อย่าง ดังต่อไปนี้ (๑) มรณานุสสติกรรมฐาน (๒) อุปสมานุสสติกรรมฐาน (๓) อาหาเรปฏิกูลสัญญา
(๔) จตุธาตุววัฏฐาน  รวม ๔ อย่างด้วยกัน

          กรรมฐานที่เหมาะแก่จริตทั้ง ๖ ท่านจัดเป็นหมวดไว้ ๕ หมวด รวมกรรมฐานที่เหมาะ
แก่จริต โดยเฉพาะจริตนั้นๆ รวม ๓๐ อย่าง หรือในที่บางแห่งท่านเรียกว่า ๓๐ กอง กรรมฐาน
ทั้งหมดด้วยกันมี ๔๐ กอง ที่เหลืออีก ๑๐ กอง คือ อรูป ๔ ภูตกสิณ ได้แก่ ปฐวีกสิณ  เตโชกสิณ
วาโยกสิณ อาโปกสิณ  ๔ อย่างนี้เรียกภูตกสิณ  อาโลกสิณ  ๑  และอากาศกสิณอีก ๑  รวมเป็น
๑๐ พอดี  กรรมฐานทั้ง ๑๐ อย่างนี้  ท่านตรัสไว้เป็นกรรมฐานกลางเหมาะแก่จริตทุกอย่าง  รวม
ความว่าใครต้องการเจริญก็ได้เหมาะสมแก่คนทุกคน  แต่สำหรับอรูปนั้นถ้าใครต้องการเจริญ
ท่านให้เจริญฌานในกสิณให้ได้ฌาน  ๔  เสียก่อน  แล้วจึงเจริญในอรูปได้  มิฉะนั้นถ้าเจริญอรูป
เลยทีเดียวจะไม่มีอะไรเป็นผล เพราะอรูปละเอียดเกินไปสำหรับนักฝึกสมาธิใหม่

ที่มา  board.palungjit.com

การให้ทานในแบบของพุทธศาสนา

ในสเตตัสก่อนผมเขียนไว้ไม่ครบ
อาจทำให้หลายท่านเข้าใจผิดบางประเด็น
จึงขอแจกแจงให้ละเอียดขึ้นครับ

เมื่อพูดถึง ‘การให้ทานในแบบของพุทธ’
ต้องเข้าใจว่าไม่ได้หมายถึงการถวายสังฆทาน
แต่มุ่งเอา ‘จิตคิดให้ เพื่อสละความตระหนี่’ เป็นหลัก

แต่เมื่อกล่าวถึงอานิสงส์แก่ผู้ให้และผู้รับ
นับเอาความสุข ความเจริญ
ที่ผลิดอกออกผลในปัจจุบันกาลและอนาคตกาล
พระพุทธเจ้าก็ตรัสจำแนกแจกแจงไว้ดังนี้

ทานอันดับหนึ่ง ไม่มีอะไรชนะได้ คือธรรมทาน
(สัพทานัง ธัมมทานัง ชินาติ)
ธรรมทานคือการให้ความรู้ ให้มุมมอง ให้แรงบันดาลใจ
ที่จะนำไปสู่การมีที่พึ่งให้ตนเอง ทั้งในการใช้ชีวิตนี้
และการเวียนว่ายตายเกิดต่อๆไปในชีวิตหน้า
ยกเอาสิ่งที่จะทำให้เห็นชัดว่าทำไมธรรมทานจึงเป็นที่หนึ่ง
ต้องดูจากที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า
การตอบแทนพ่อแม่อันสมน้ำสมเนื้อกับที่ท่านให้ชีวิตเรา
คือการทำให้พ่อแม่ (ซึ่งยังไม่เข้าใจธรรม)
ได้เกิดศรัทธาที่ตั้งมั่นในธรรม มีใจตั้งมั่นในทานและศีล
ถ้าทำได้ ก็เรียกว่าเป็นการให้ธรรมเป็นทานอันยิ่งใหญ่ที่สุด
เพราะช่วยผู้ให้กำเนิดชีวิตเรา ปลอดภัยในการเดินทางไกล
ต่อให้ลูกกตัญญู แบกพ่อแม่ไว้บนบ่าให้อึฉี่รดหัวเราตลอดอายุขัย
ก็ยังไม่ชื่อว่าตอบแทนได้เท่าการให้ธรรมเป็นทานแก่พวกท่าน

ทานอันดับสอง คือการรักษาศีล
เพราะเมื่อรักษาศีลแล้ว
สัตว์ที่มีสิทธิ์ได้รับความเดือดร้อนจากการเบียดเบียนของเรา
หรือคู่เวรที่จำต้องถูกเราประหัตประหารหรือทำร้ายกัน
ก็จะได้รับการปลดปล่อยจากเขตอันตราย
หรือได้รับการปกป้องให้ปลอดภัยจากศีลของเรา
แม้เขาทำให้เราผูกใจเจ็บ ก็ได้รับอภัยทานจากเรา
ไม่ต้องตีกันไปตีกันให้เจ็บช้ำน้ำใจกันยืดเยื้อต่อไปอีก

ทานอันดับสาม คือการให้ทรัพย์ ให้แรงงาน ให้กำลังสมอง
เมื่อให้สิ่งที่เรามีเป็นทาน ย่อมได้ชื่อว่าสละความหวงแหน
อันเป็นเหตุให้เกิดความยึดมั่นถือมั่น
นับเป็นต้นทางหลุดพ้นจากการยึดติดผิดๆ

ประเด็นคือการให้ทรัพย์ ให้แรงงาน ให้กำลังสมองนั้น
ถ้าจะดูว่าให้กับใครจัดว่าให้ผลใหญ่ที่สุด
ก็ต้องมองว่า ‘ผู้มีจิตบริสุทธิ์’ หรือ ‘ผู้พยายามทำจิตให้บริสุทธิ์’
คือผู้ที่ทำให้เรารู้สึกดีที่สุด
ลองเทียบดูระหว่างช่วยพระกับช่วยโจร
อย่างไหนทำให้ปลื้มมากกว่ากัน

การทำทานกับสมณะในพุทธศาสนานั้น ถือว่าเลิศสุด
(ย้ำว่าในมุมมองของพุทธเรา)
ดังเช่นที่ในพระไตรปิฎกกล่าวไว้หลายแห่งว่า
เป็นเหตุให้มีจิตผูกพันกับพุทธศาสนา
เป็นปัจจัยให้เข้าถึงมรรคผลนิพพาน

ทั้งนี้ทั้งนั้น การช่วยทุกอย่าง มีผลดีหมด
อย่างเช่น ช่วยกลับใจโจร
ก็ได้ผลเป็นความไม่เดือดร้อนของเราเองในปัจจุบัน
และในกาลข้างหน้าเมื่อเราหลงผิด
ก็ย่อมมีผู้มาช่วยเปลี่ยนความคิดให้เห็นถูกเห็นชอบได้ง่าย เป็นต้น ครับ

ที่มา Dungtrin