"การให้ทานในแบบของพระพุทธศาสนา"
สามารถอ่านได้ที่ด้านล่างเว็บนะครับ

วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ใครวางก่อนก็สบายก่อน


พระอาจารย์ กล่าวว่า เรื่องของการไปอยู่วัด ปฏิบัติที่วัด อย่าไปตั้งความหวังไว้สูงว่าทุกอย่างต้องดี เกิดจาก ๒ สาเหตุด้วยกัน สาเหตุที่ ๑ ก็คือ ไม่ว่าสถานที่จะดีแค่ไหน ครูบาอาจารย์ดีแค่ไหน แต่คนที่อยู่ในที่นั่นก็ยังเป็น “คน” ในเมื่อยังเป็น “คน” อยู่ โอกาสที่ “คน” กับ “คน” จะกระทบกระทั่งกันก็เป็นเรื่องปกติ ถ้าเราไปตั้งความหวังเอาไว้สูง คิดว่าทุกคนจะต้องดีกับเราหมดอย่างกับเป็นพระอรหันต์ ก็ฝันไปเถอะ..!

ประการที่ ๒ ก็คือ บุคคลที่ตั้งใจปฏิบัติจริง มักจะเจอการทดสอบหนักๆ แล้วการทดสอบก็มาในแง่ของรัก โลภ โกรธ หลง ดังนั้น..จะไปอยู่ที่ไหนก็ตาม ต้องระมัดระวังตัวอยู่เสมอ ทำอย่างไรที่จะให้ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราสามารถเอามาพัฒนา กาย วาจา ใจ ของเราให้ดีกว่าปัจจุบันให้ได้ ถ้าทำอย่างนั้นได้ ก็แปลว่าเราจะมีแต่ความก้าวหน้าส่วนเดียว ถือคติง่ายๆ แบบอาตมาตั้งแต่แรกคือ ใครวางก่อนก็สบายก่อน ใครไม่วางก็ช่างหัวมัน เชิญแบกไปเถอะ..!

ใหม่ๆ ไปอยู่วัด อาตมายังเป็นวัยรุ่น ขนาดตอนบวชอายุ ๒๗ เจอบางคนก็ยังเรียกว่าเณรอยู่เลย ตอนนี้ ๕๔ ปี ค่อยดูเป็นพระขึ้นมาหน่อยหนึ่ง ตอนนั้นหน้าตาไม่ให้ บุคลิกไม่ให้ แต่ดันเป็นคนไม่ค่อยชอบพูด เอาแต่ภาวนาอย่างเดียว คนอื่นเขาก็ยิ่งหมั่นไส้

จำได้ว่าปฏิบัติทุ่มเทกับหลวงพ่อจริงๆ ตอนอายุ ๑๖ ปี ก็คือปี ๒๕๑๘ มาเริ่มพูดกับมนุษย์มนาตอนอายุ ๒๕ ปี เวลา ๙ ปีเต็มๆ ที่ไม่ค่อยพูด เพราะมีความสุขอยู่กับการภาวนา คอยระมัดระวังรักษาอารมณ์ตัวเองไม่ให้เสีย ก็เลยกลายเป็นเหมือนหยิ่ง ไม่ยอมพูดกับใคร

แต่คราวนี้ช่วงก่อนหน้านั้นประมาณ ๑ ปี เริ่มเป็นครูสอนมโนมยิทธิ ครูเลิกสอนก็นั่งเงียบ ลูกศิษย์เขาสงสัยอะไรก็ไม่กล้าถาม แล้วไปถามคนอื่น คำตอบมาเข้าหูพอดี ฟังก็รู้ว่าไม่ใช่ ก็เลยมาคิดว่า เอ..แล้วเราจะทำอย่างไร ? เราจำเป็นต้องพูดแล้ว ถ้าไม่พูดเดี๋ยวพวกไม่รู้จริงจะพาลูกศิษย์เข้ารกเข้าพงหมด

เห็นพวกพี่ป้าน้าอาเขาจับกลุ่มคุยกันอยู่ ก็เลยไปนั่งร่วมวงกับเขาดื้อๆ “ขออนุญาตผมคุยด้วยได้ไหมครับ ?” เล่นเอาเขาแตกตื่นกันหมดทั้งวงเลย โดยเฉพาะ ป้าน้อย (กานดา) แกประเภทเป็นคนพูดอะไรไม่เกรงใจใครอยู่แล้ว “แหม...ไอ้หนู ป้าคิดว่าชีวิตนี้เอ็งจะไม่พูดกับใครแล้ว” ตั้งแต่นั้นมาก็ค่อยๆ หัดพูด คำว่าหัดพูดก็คือ ต้องตั้งสติระมัดระวังไว้ว่า สิ่งที่เราพูดควรจะเป็นประโยชน์กับผู้อื่นเขา ไม่อย่างนั้นจะเป็นวาจาไร้ประโยชน์

ก็เลยเป็นอะไรที่ตลกมาก ใครที่เคยพบอาตมาตอนก่อนอายุ ๒๕ ปี เขาไม่เชื่อหรอกว่าปัจจุบันนี้จะมานั่งพูดได้ทั้งวัน สมัยนั้นเอาแต่นั่งอมลิ้นมากกว่า

สนทนากับพระครูวิลาศกาญจนธรรม (พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
ณ บ้านวิริยบารมี ต้นเดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๖

ที่มา - 

จุดเริ่มต้นของการปรารถนาพระโพธิญาณของสรรพสัตว์ทุกรูปทุกนาม



พระอาจารย์ กล่าวว่า พระ โพธิสัตว์เป็นผู้มุ่งขนถ่ายสัตว์โลกข้ามวัฏสงสาร สิ่งที่ท่านทำเป็นการทำเพื่อคนอื่น ในเมื่อทำเพื่อคนอื่นโดยเฉพาะคนจำนวนมาก ก็เลยต้องศึกษาอะไรให้รู้มากที่สุด เพื่อที่จะได้สอนได้ทุกคน ในเมื่อเป็นดังนั้น ความรู้แต่ละขั้นกว่าจะได้ต้องย้ำแล้วย้ำอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก คนอื่นทำ ๑ - ๓ ครั้งอาจจะผ่านเลย ท่านต้องว่าเป็นร้อยเป็นพัน เป็นหมื่นเป็นแสนครั้ง ฟังๆ ดูแล้วแปลกๆ

พระโพธิสัตว์มักจะมีปัญญาฉลาดมาก แต่ตอนทำอะไรสักชิ้นหนึ่ง เหมือนกับทดลองแล้วทดลองอีก ทำวิจัยแล้ววิจัยอีก จนกระทั่งมั่นใจจริงๆ ว่าไม่มีแง่มุมไหนลอดผ่านไปได้แล้ว ท่านถึงยอมวางมือ ก็เลยกลายเป็นช้ากว่าคนอื่น

เราเดินขึ้นบันไดมา บางทีไม่ได้นับหรอกว่าบันไดมีกี่ขั้น แต่พระโพธิสัตว์ท่านต้องรู้ว่าบันไดนั้นทำด้วยอะไร กว้างยาวเท่าไร ใช้วิธีไหนสร้างขึ้นมา ประกอบด้วยวัสดุอะไรบ้าง เพื่อที่ท่านจะได้ทำบันไดให้คนอื่นเขาเดิน ยากกว่ากันขนาดนั้น

การ ปรารถนาพระโพธิญาณไม่ใช่ของแปลก เพราะว่าพุทธประเพณีอย่างหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์จะต้องแสดงก็คือการ เปิดโลก ให้สรรพสัตว์ทั้งหลายเบื้องบน ตั้งแต่พระนิพพาน เบื้องล่างยันอเวจี เห็นตลอดถึงกันหมด ทำให้สรรพสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นได้เห็นว่า นี่คือผู้ที่เลิศที่สุด ไม่มีใครยิ่งไปกว่า แล้วก็เลยเกิดความปรารถนาลึกๆ ในใจว่า ถ้าเราเป็นอย่างนั้นได้ก็ดี

ตรงจุดนี้แหละที่เป็นจุดเริ่มต้นของการปรารถนาพระโพธิญาณของสรรพสัตว์ทุกรูปทุกนาม มดแดงแมงน้อยอะไรก็มีสิทธิ์ทั้งนั้น คราวนี้ก็บำเพ็ญบารมีไปเถอะ ๔ อสงไขยกับแสนมหากัป นี่แค่หลักสูตรตอนสอบ ส่วนตอนเรียนนั่นต่างหาก ไม่ได้นับ บาลีเขาบอกว่า จิตติตัง สัตตะ สังเขยยัง นวะสัง เขยยะ วาจะกัง คิด ว่าเราจะเป็นพระพุทธเจ้านี่ ๗ อสงไขย พูดว่าเราจะทำเพื่อความเป็นพระพุทธเจ้านี่อีก ๙ อสงไขย แล้วตั้งตาตั้งตาทำเพื่อความเป็นพระพุทธเจ้าอีก ๔ อสงไขยกับแสนมหากัป รวมแล้ว ๒๐ กับเศษ ๑ ไม่เห็นต้นไม่เห็นปลายเลย ถ้ากำลังใจไม่แน่วแน่จริงๆ ก็ถอยกันหมด

สนทนากับพระครูวิลาศกาญจนธรรม (พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
ณ บ้านวิริยบารมี ต้นเดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๖

ที่มา - board.palungjit.com

วันพุธที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

อาการชอบปรามาสพระรัตนตรัย แก้ไขอย่างไร


ถาม : เป็นอะไรไม่ทราบค่ะ ชอบปรามาสพระรัตนตรัย เมื่อก่อนไม่เป็น แต่ตอนนี้เป็น ?

ตอบ : เรื่องปกติ..คนจะก้าวเข้าใกล้ความดี มารเขาก็กันสุดชีวิต เพราะถ้าเรายังปรามาสพระรัตนตรัยอยู่ เราก็ก้าวเข้าถึงความเป็นพระอริยเจ้าไม่ได้ ถ้าคนไม่ได้เดินใกล้ประตู เขาไม่กันให้เสียเวลา เพราะฉะนั้น..เขารู้ว่าเราใกล้ความดี เขาถึงกันเรา

ให้เราตั้งหน้าตั้งตาขอขมาพระไปเรื่อยๆ ถ้าเราไม่หวั่นไหว รู้ทัน เราขอขมาพระไปเรื่อยๆ ไม่สนใจ เขารู้ว่ากันเราไม่อยู่ เขาก็ปล่อย เขาแค่กวนน้ำให้ขุ่น ถ้าเรามัวแต่ไปขุ่นและกังวลอยู่ เราก็ไม่ก้าวหน้าเสียที

ถ้าสติสัมปชัญญะเราสมบูรณ์ เราไม่คิดไม่ทำอย่างนั้นอยู่แล้ว ถ้าเราไม่หวั่นไหว ขอขมาไปเรื่อย เขาทนคนหน้าด้านไม่ไหว ก็ถอยไปเอง หลังจากนั้นก็ไม่มาอีก เพราะเขารู้ว่าทำให้เราหวั่นไหวไม่ได้


สนทนากับพระครูธรรมธรเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนสิงหาคม ๒๕๕๔


วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

พบเทวดาใหม่


พบเทวดาใหม่

จาก หนังสือ กฎของกรรม เล่ม ๓

เป็นการบันทึกความจำ ถึงแม้ว่าเสียงจะไม่ดีก็ไม่เป็นไร พอฟังรู้เรื่องก็ใช้ได้ เมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๓๕ วันนั้นเหนื่อยมาก เพราะตอนเช้าต้องบันทึกเสียง ต้องทำธนาณัติด้วย ต้องบันทึกเสียด้วยบันทึกเสียงไป ๑ ชั่วโมงก็เหนื่อยเพราะร่างกายไม่ดี แต่ว่านอนพักผ่อนนิดหน่อยแล้วก็มีความรู้สึกว่า งานที่จะต้องทำมีอยู่หรือไม่ หลังจากนั้น เมื่อคิดถึงเรื่องงานเสร็จ ก็เริ่มจับอานาปานุสติกรรมฐาน ตั้งอารมณ์ให้สบาย พอจับอานาปานุสติพอหายใจเข้า ไม่ทันจะหายใจออก จิตก็เริ่มเงียบ เมื่อจิตเริ่มเรียบก็ได้ยินเสียงว่า วันนี้ก่อนที่จะไปสวรรค์ ให้ไปสำนักงานผมก่อน นั่นเป็นเสียงของพระยายมก็หันไปตามเสียงเห็นท่านพระยายมกับนายบัญชี ท่านมาทั้ง ๒ องค์ เมื่อวันที่ ๒๒ นี่แปลก ท่านมาในรูปเครื่องทรงเต็มยศ มีชฎา มีรองเท้า มีอะไรต่ออะไรเสร็จ แพรวพราวเป็นระยับสวยสดงดงามมาก ก็ถามท่านว่า จะมีเรื่องอะไรรึ ท่านบอกว่า ไปก็แล้วกันไปที่โน่นแล้วจะรู้เองว่ามีเรื่องอะไร ก็ตัดสินใจ ไปตามท่าน พอจะก้าวเดินเครื่องแต่งกายเก่าก็หายไปก็มีเครื่องแต่งกายใหม่เข้ามาสวม เป็นเครื่องแต่งกายชุดสีขาว เพชรสีขาว ขาวล้วนหมด แพรวพราวเป็นระยับ ก็เดินตามท่านพระยายมกับท่านนายบัญชีไป เมื่อใกล้จะถึงวิมานของท่าน ก็ปรากฏว่ามีเทวดายืน ๒ แถวคอยรับ เห็นจะรับพระยายมกับนายบัญชีมากกว่า เพราะท่านเป็นนาย แต่เทวดาทั้งหมดวันนี้ไม่มีใครแต่งตัวชุดทำงาน เป็นการแต่งตัวเต็มยศหมด ครั้งเดินผ่านคณะเทวดาไปแล้ว มองเห็นข้างหน้าเป็นโรงพิธีใหญ่ ความจริงที่นั่นเป็นบริเวณวิมานของพระยายม เป็นโรงพิธีใหญ่ สวยสดงดงามมาก เป็นสีทอง สีทองผสมแก้ว กว้างขวางมาก แล้วก็มีแท่นแก้วผสมทอง ตั้งอยู่กลาง มีเก้าอี้แก้วผสมทองตั้งอยู่เรียงราย ก็รู้ว่าที่ตรงนี้เป็นที่ของเรา ก็นั่งอยู่ที่เก้าอี้

เมื่อพระยายมท่านนั่ง นายบัญชีนั่งแล้ว ก็ถามว่าไม่เห็นมีอะไรนี่ เห็นมีแต่ห้องว่าง ๆ ท่านก็บอกว่า ประเดี๋ยวก็มี พอท่านพูดจบก็มีเทวดานางฟ้ามา เกินแสนคน ที่รู้ว่าเกินแสนคนเพราะพระยายมท่านบอก พระยายมกับนายบัญชี ท่านบอกว่า วันนี้เทวดากับนางฟ้ามาเกินแสนคน แต่งตัวชุดสีขาวล้วน เป็นแก้วขาว มานั่งอยู่เบื้องหน้า ก็แปลกใจเรื่องจะประชุมเทวดา ก็ปรากฏว่ามีอยู่แล้วที่ เทวสภา แต่ที่นั่นแต่งตัวหลากสี ตามบุญบารมีของตน แต่ว่าที่นี่ เทวดาเป็นสีเดียวกันหมด เป็นสีขาวหมด ก็คิดในใจว่าเทวดาพวกนี้ คงจะเป็นเทวดาชั้นยามาพอนึกเท่านี้ท่านพระยายม ท่านก็บอกว่าใช่ เป็นเทวดาชั้นยามา เป็นชั้นที่จะบำเพ็ญกุศลต่อ ก็ถามว่าเทวดาจะมาทำไม ท่านก็มองไปที่เทวดา ก็มีเทวดาองค์หนึ่งบอกว่าผมเพิ่งเกิดใหม่ครับ เพิ่งเป็นเทวดาใหม่ ๆ เพิ่งเกิดวันนี้เอง เพิ่งเกิดพร้อมกัน ๓ องค์ นอกจากนั้นก็เป็นเทวดารุ่นเก่า ก็นึกว่าเทวดาเหล่านี้มาจากไหนบ้าง ก็มีเทวดาหลายท่าน บอกว่า ผม... ฉัน..เคยเกิดเป็นสุนัขของท่านที่วัดท่าซุงและวัดสะพานและก็วัดโพธิ์ เป็นอันว่าสุนัขที่ไปเกิดเป็นเทวดา มองดูแล้วเกินกว่า ๑๐๐ องค์ นี่แปลว่าหมาที่ตายไปแล้วนะเขาเกิดเป็นเทวดาแต่งตัวชุดขาวล้วนเปล่งปลั่งสวย สดงดงามมาก ก็ถามเทวดาองค์นั้นว่า ท่านมีความต้องการอะไรเทวดาใหม่ เทวดาใหม่ก็บอกว่า ผมอยากจะให้ท่านบวชพระให้ผมสักองค์ ก็ถามว่า บวชไปทำไม ผมต้องการอานิสงส์บวชพระครับ ก็ถามว่าในสมัยที่มีชีวิตอยู่เป็นคน ทำไมจึงไม่บวช เธอก็ตอบว่าหาเวลาบวชไม่ได้ มันไม่ว่าง

ก็ถามว่า ไปเป็นเทวดาได้อย่างไร? ทำอย่างไรจึงเกิดในสวรรค์ได้ ในเมื่อไม่ได้บวช เธอก็ตอบว่า อาศัย บุญเล็กน้อย ผมเป็นคนมีกำลังใจไม่แน่นอน การภาวนาก็ไม่แน่นอน การบูชาพระก็ไม่แน่นอน หมายความว่าไม่เป็นเวลาเฉพาะ ถ้านึกขึ้นมาเมื่อไรก็บูชาพระเมื่อนั้น เวลาภาวนาก็เช่นเดียวกัน เวลาภาวนา ๆ ไปจิตมันฟุ้งซ่านก็เลิก ทำบ้างไม่ได้ทำบ้าง มาทำจริงจังตอนป่วยใกล้จะตาย อีตอนป่วยครั้งนี้ อันดับแรก มีการอืดเสียดที่ท้องแล้วก็เจ็บที่คอ กลืนน้ำก็เจ็บ กลืนข้าวก็เจ็บ ในเมื่อมันเจ็บ ก็ต้องทนกลืนกิน นึกในใจว่าการเกิดเป็นคน ก็ไม่ได้นึกถึงนิพพาน ตั้งใจภาวนาว่าพุทโธเคยอ่านในหนังสือประวัติหลวงพ่อปานที่ท่านเขียนให้ใช้คำ ภาวนาว่าพุทโธ ก็นึกภาพพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่งที่ศีรษะ ภาวนาไป ภาวนาไป โรคก็กำเริบขึ้น ในที่สุดก็ตาย พอตายมาแล้วปรากฏว่ามีวิมานสวย เครื่องแต่งกายสวย แต่รัศมีก็ดีวิมานก็ดีเครื่องแต่งกายก็ดี สวยสู้คนที่เขาทำบุญบวชพระไม่ได้

ก็ถามว่าในชีวิตหนึ่งน่ะที่คนเขาบวชพระ ไม่มีใครเขาบอกบุญมั่งรึ เธอก็บอกว่ามี แต่ว่าไม่ได้ตั้งใจทำบุญชัด ทำไปตามที่เขาขอมา เขาขอมาก็ให้ไป บาทนึงบ้าง สองบาทบ้าง ๑๐ บาทบ้าง ๒๐ บาทบ้าง สักแต่ว่าให้ ไม่ตั้งใจทำบุญ ฉะนั้นรัศมีกายของผมก็ดี ร่างกายก็ดี วิมานก็ดี จึงสวยสดงดงาม ไม่เท่าคนที่เขามีอานิสงส์บวชพระ ผมอยากจะให้ท่านจัดการบวชพระให้ผมสักองค์หนึ่ง ก็เลยบอกว่า ไม่ได้หรอก เวลาเป็นคนทำไมไม่นึกถึงความดี ความดีมีเยอะ เขาบวชพระกัน คนเขาตั้งใจทำบุญ ทำไปอย่างนั้นมันเสียเปล่า ไม่เกิดประโยชน์ ไม่มีศรัทธา ทำไมไม่ตัดสินใจว่า เขาบวชพระ มันได้บุญ เราไม่มีโอกาสจะบวช ก็ร่วมบวชกับเขา ให้ตั้งใจเป็นกุศลแต่นี่ไม่ได้คิดอย่างนั้นกลับทำเพื่อเป็นการเสียไม่ได้ จะให้ฉันช่วยน่ะ ฉันไม่ช่วยหรอก เพราะเป็นเทวดาแล้วก็พอแล้ว เมื่อเวลาพระพุทธเจ้าเทศน์ทำไมจึงไม่ฟัง พระยายมบอกว่า เทวดาองค์นี้ เพิ่งเกิดวันนี้ครับ เพิ่งเกิดวันนี้ ไปวิมานแล้วก็มาที่นี่

ถามว่า อีก ๒ องค์ มีความต้องการอะไร อีกสององค์ก็ตอบว่าต้องการเหมือนกันครับ แต่ไม่อยากขอ ถามว่าทำไมจึงไม่อยากขอ ผมคิดว่าท่านก็ไม่ให้ ก็เลยบอกว่า ฉันจะให้ทำไม ความจริงสมัยที่เป็นคน เขาก็บอกแล้วว่าทำบุญอย่างนั้นทำบุญอย่างนี้ มีอานิสงส์แบบนั้น มีอานิสงส์แบบนี้ แต่พวกเราไม่เอากัน

จึงหันไปถามเทวดาทั้ง ๒ องค์ว่า ก่อนจะตายในสมัยที่เป็นมนุษย์ทำบุญอะไรไว้ จึงมาเป็นเทวดาที่นี่ ท่านก็บอกว่า บุญ ที่ผมทำน่ะมีหลายอย่าง แต่ว่ามันเป็นบุญผิวเผิน เช่น ๑ การให้ทานก็ให้ก็ให้แบบเทวดาองค์ก่อนน่ะแหละ ขอทานมาก็ให้แบบเสียไม่ได้ เขาทำบุญทอดกฐิน ผ้าป่า บวชพระ มาบอกบุญ ก็ทำประเภทเสียไม่ได้ แล้วต่อมาในวันพระ เขาไปวัดกันก็ไปกับเขา ไปตามประเพณี พระให้ศีลก็รับ แต่ไม่ได้รักษาศีล กลับมาบ้านก็ทำบาปตามเดิม วันดีไม่ละ วันพระบางทีก็ไม่ได้เว้น ก็เลยบอกว่าอาการอย่างนี้ มันควรจะไปนรก ทำไมถึงได้มาเป็นเทวดา เขาบอกว่าผม อ่านหนังสือประวัติหลวงพ่อปาน ที่ท่านเขียน แต่ว่าผมไม่เคยรู้จักตัวท่าน จึงมาขอร้องพระยายม บอกอยากจะรู้จักตัว ถามว่าบ้านอยู่ที่ไหน เธอบอกว่าบ้านอยู่ใกล้เชียงตุง เชียงตุงนี่มันเลยเชียงรายไป ถามเดิมมีอาชีพอะไร ก็บอกว่ามีอาชีพทุกอย่าง แม้แต่ขายฝิ่นก็ขาย เฮโรอีนก็ขาย แต่ลักวัวลักควายไม่เป็น ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต แต่จิตก็เป็นกุศลอยู่บ้าง มีพระท่านไปธุดงค์ ท่านก็แนะนำให้ใช้ภาวนา เพราะไม่ต้องลงทุนมากเพราะการลงทุนผมไม่ชอบเงินไม่ค่อยมีด้วย และก็ไม่อยากจะให้ใคร เพราะทรัพย์สินหาได้ยาก ถ้าใช้คำภาวนาหรือบูชาพระ ไม่ต้องลงทุน ผมก็เลยใช้วิธีบูชาพระ กับคำภาวนาเป็นปกติ แล้วก็ใช้เวลาไม่นานนัก ครั้งหนึ่งเพียง ๙ - ๑๐ นาทีก็เลิก จิตก็สงบบ้างไม่สงบบ้าง เป็นอันว่า การปฏิบัติจิตไม่เข้าถึงฌาน ได้แค่อุปจารสมาธิ แต่ก็เอาอารมณ์แน่นอนไม่ได้บางครั้งก็ถึง บางครั้งก็ไม่ถึง บางวันก็ทำ บางวันก็ไม่ได้ทำ ไม่แน่นอนนัก

พอตายมา ก่อนที่จะตาย อาการที่เป็นคือ อาการในทรวงอกเป็นโรคในทรวงอก คือเป็นฝีในท้อง เป็นฝีที่ปอด เขาเรียกว่า วัณโรค ในเมื่อวัณโรคมันถามหา มันมาพบ มันก็จับกิน กินยาสมุนไพรมันก็ไม่หาย ให้หมอฉีดยาก็ฉีดไม่ได้มากเพราะสตางค์ไม่มีหมอเขาเอาเงิน ก็ต้องทนทุกข์ทรมานมานานหลายปี แต่โรคนี้ดีอย่างที่มันไม่รบกวนอารมณ์ มันไม่มีทุกขเวทนามาก เป็นแต่เพียงว่า กำลังกายไม่ดี การทรงตัวไม่ดี แต่ว่าจิตใจดี เดินไปไหนก็คล่อง มันก็ไม่ไอ เลยไม่เป็นที่รังเกียจของคน

ถามว่าเวลาจะตายอาการเป็นอย่างไร ตอบว่าขณะที่ป่วยผมก็ภาวนาเรื่อย ๆ ภาวนาว่าพุทโธ ๆ อยากจะไปหาท่านที่วัดท่าซุงก็ไม่มีสตางค์ เลยใช้หนังสือประวัติหลวงพ่อปานที่หลานชายไปเรียนที่กรุงเทพไปซื้อมาจากบ้าน เจ้ากรมเสริมหนังสือเล่มอื่นอ่านก็ไม่ชอบใจ ชอบใจหนังสือประวัติหลวงพ่อปาน เห็นว่าท่านเที่ยวสวรรค์ก็ได้ นรกก็ได้เป็นต้น ก็อยากจะเที่ยวบ้าง ก็เป็นอันว่าไม่มีโอกาสจะเที่ยวเพราะสมาธิไม่ทรงตัวมากนัก แต่รู้สึกว่าเวลาป่วยนี้ขยันภาวนาหน่อย ทำครั้งหนึ่งก็เพียง ๕ นาที ๑๐ นาที หรือไม่ถึงบ้าง ในที่สุดวันจะตาย อาการใหม่มันเกิดขึ้น นั่นคืออาเจียนเป็นโลหิต อาเจียนออกมาเป็นกระโถน ๆ ๒ กระโถนกว่าหมดแรง นอนใจสั่นริก ๆ ลูกเมียญาติพี่น้อง คนบ้านใกล้เรือนเคียงเขาก็มาดูกัน เขาเอากระโถนเลือดไปตั้งไว้ ทุกคนมองเห็นก็หน้าเสียคิดว่าคราวนี้คงจะตายแน่ หมอก็ไม่มี มีหมอเหมือนกันแต่สตางค์ไม่มีเพราะว่าแถวนั้น มีแพทย์ศาสตร์พาณิชมาก แพทย์ศาสตร์เมตตาบารมีนี่หาน้อย ก็เลยต้องทนกินยาสมุนไพร มันก็ไม่ถูก ในที่สุดภาวนาไปภาวนามา ก่อนจะตายก็เห็นพระเห็นภาพพระพุทธรูปลอยอยู่ข้างหน้า ก็ดีใจว่าเราเห็นพระ หลังจากนั้นจิตก็หลุดออกจากร่างกาย

อีตอนจิตหลุดนี่บรรดาท่านทั้งหลาย ตอนนั้นทุกขเวทนามันจะบรรเทา มันจะไม่มีทุกขเวทนาเลย จิตมันรู้สึกเป็นสุข ร่างกายก็เป็นสุข อาหารป่วยต่าง ๆ ไม่ปรากฏ อาการมันมี แต่ไม่ปรากฏ ในด้านจิตใจ จิตสงบ ภาวนาไปภาวนามา แต่จิตไม่ถึงฌานก็ตาย

อีตอนตาย นี่ท่านผมไม่รู้สึกตัวว่าตายและไม่รู้ว่าออกมาจากร่างกายเมื่อไร มันรู้สึกต่อเมื่อมายืนอยู่ข้างนอกแล้ว เห็นร่างกายที่นอนแบบอยู่ร่างกายซูบผอมเห็นเลือดในกระโถน ๒ กระโถนเศษ ก็ยืนมองอยู่คิดว่าร่างกายที่แสนจะสกปรกเราอยู่กับมันได้อย่างไรตั้ง ๖๐ ปีเศษ เราทนทุกขเวทนาอยู่กับร่างกาย ๖๐ ปีเศษ ร่างกายก็เต็มไปด้วยความสกปรกโสโครกมันมีน้ำเลือดน้ำเหลือง น้ำหนอง ไม่อยากจะเข้าไปอีก

มาดูร่างกายใหม่ ก็รู้สึกมีร่างกายเบา แต่งตัวสวย มีเครื่องประดับสวย แก้วก็ขาว เป็นเพชรขาวทั้งหมด พื้นเสื้อผ้าก็ขาว ขยับตัวก็เบา ก็มีความรู้สึกว่า เราอยากจะไปที่ใดที่หนึ่ง ที่เราควรจะไปได้ ก็ปรากฏว่า ไปเกิดเป็นเทวดาอยู่ชั้นยามา ชั้นยามานี่แต่งตัวสีขาวหมด

พอเข้าในวิมานเรียบร้อยแล้วก็ลองดูทิพย์สมบัติ เห็นบริวารก็มาก ทิพยสมบัติก็มาก สวยสดงดงาม วิมานก็ขาวสวย มีบริเวณกว้าง นั่งนึกถึงความเป็นมนุษย์ ถ้าเราไม่ประมาทเราจะดีกว่านี้ แต่ว่าในขณะเดียวกันก็มีเสียงบอกว่าเวลานี้พระยายมกับนายบัญชีสั่งจัดวิมาน เป็นพิเศษเพื่อรอรับเทวดาใหม่วันนี้ ท่านจะไปรับ ฤๅษีลิงดำมา ถ้าขืนไปช้าจะไม่ทัน เพราะว่าตามปรกติ ฤๅษีลิงดำ จะไปเทวสภาเสมอทุกวัน เมื่อฟังข่าวว่าฤๅษีลิงดำก็ดีใจว่าเราไม่เคยเห็นตัวท่าน ไม่เคยรู้จักหน้าท่านเห็นแต่หนังสือหลวงพ่อปาน อ่านแล้วชอบอกชอบใจมาก จึงได้ออกจากวิมานตรงมาที่นี่ขอรับ

ก็ถามองค์ที่ ๓ ว่า ต้องการอะไรรึ? องค์ที่ ๓ บอกว่าผมต้องการเหมือนกันแต่ไม่อยากบอก บอกแล้วท่านก็ไม่ทำให้ เธอหันมาบอกองค์ที่ ๒ ว่าเมื่อกี้นี้ไม่อยากบอก แต่บอกได้ แต่ไม่ทำหรอก บอกก็ไม่ทำให้เพราะมีพระพุทธเจ้ามาเทศน์อยู่แล้ว เพราะพระพุทธเจ้าไปเทศน์ทุกวันที่เทวสภาอยากจะได้อะไร องค์ที่สองบอกอยากจะได้สังฆทาน เพราะวิมานใกล้ ๆ เขาถวายสังฆทานเป็นปกติ ที่ท่านไปซอยสายลมบ้าง เขามาถวายที่วัดบ้าง วิมานของเขาใหญ่มาก แล้วก็สวยมาก แสงของวิมานก็แสงสว่างมาก ตัวเขาก็มีเครื่องประดับสวย แสงสว่างก็มากกว่าผมเยอะ ผมก็อยากจะให้ท่านถวายสังฆทานให้ ก็เลยบอกว่า ฉันไม่ทำหรอก เมื่อเป็นมนุษย์รู้อยู่แล้วว่าอะไรดีไม่ดี ทำไมจึงไม่ทำ แกก็ตอบว่าผมเป็นคนจนครับ ก็เลยบอกว่า คนจนทำไมจะถวายสังฆทานไม่ได้ ถ้าเราไม่มีเงิน เอาข้าวสวยสัก ๑ ทัพพี ไม่มีกับข้าวก็เกลือสักก้อนหนึ่ง เพื่อเป็นกับกิน ไปถวายในหมู่ของพระไม่ต้องมาตั้งท่าถวายว่า อิมานิ มยัง ภันเต ไม่ต้องว่าอะไรทั้งหมด เอาไปถวายพระที่วัด พระมีเกิน ๕ องค์ พระตั้งแต่ ๔ องค์ขึ้นไป เขาถือเป็นสังฆทานเท่านี้มันก็เป็นสังฆทาน แล้วทำไมจะต้องรอเงินมาก ๆ
แกบอกว่าทายกเขาอยู่บ้างบ้านเขาแนะนำว่าถวายสังฆทานต้องมีปิ่นโตถวาย พระองค์ละ ๒ เถา กับข้าว ๑ เถา ขนม ๑ เถา ข้าวสุกอีก ๑ กาละมัง ให้นิมนต์พระมา ๕ องค์ขึ้นไปจึงจะเป็นสังฆทาน นี่ผมพบทายกโง่ ๆ แบบนี้ ผมก็เลยโง่เหมือนทายก เป็นอันว่าการถวายสังฆทานนี่ไม่ต้องใช้เงินมากใช่ไหม ก็เลยบอกว่าไม่ต้องใช้มาก เรามีน้อยทำน้อย ถ้ามีเงินหนึ่งสตางค์ ก็เข้าไปในวัด บอกผมขอถวายเงินหนึ่งสตางค์นี้เป็นสังฆทานครับเท่านั้น ก็จะมีอานิสงส์ สังฆทาน แกบอกว่าน่าเสียดาย

ก็เลยถามว่า พระพุทธเจ้าเคยไปเทศน์ที่ เทวสภา แล้วทำไมจึงไม่ฟัง พระยายมก็บอกว่าเทวดาองค์นี้เพิ่งเกิดเหมือนกันครับ เพิ่งเกิดวันนี้ทั้งหมด ๓ องค์ ที นี้มองไปดูเทวดาข้างหลัง เอ๊ะ ขาวพรึบเต็มไปหมด เป็นเทวดารุ่นใหม่บ้าง รุ่นเก่าบาง แต่ว่าทุกองค์ผ่านสำนักพระพุทธเจ้า มาแล้วเคยไปเที่ยวนิพพานมาแล้ว ก็ถามว่าท่านทั้งหลายต้องการอะไรบ้างมีไหม? ใครต้องการอะไรยกมือขึ้นหรือบอกมา ทุกองค์พนมมือบอกว่าเต็มแล้วครับ ฟังเทศน์จากพระพุทธเจ้าเต็มแล้ว พระพุทธเจ้าเทศน์ฟังง่าย เข้าใจง่าย ปฏิบัติง่ายผมทำได้ทุกอย่างครับ

เทวดา ๓ องค์ ก็บอกว่า ผมก็อยากจะเห็นพระพุทธเจ้าบ้างทำไมจะได้เห็น ก็เลยบอกว่าเป็นเรื่องของท่าน ฉันบังคับท่านไม่ได้ ฉะนั้นในเมื่อพูดเท่านี้ พระพุทธเจ้าองค์ปฐม ท่านก็มาประทับที่พระแท่นสูงก็หันไปกราบท่าน ทุกองค์ก็ทราบเมื่อกราบท่านเสร็จท่านก็บอกว่า

เทวดาทั้งหลาย ตถาคตมานี่ เพื่อจะเทศน์สงเคราะห์ เทวดารุ่งเก่าที่ฟังเทศน์ไปแล้ว รู้สึกว่ามีสภาวะดีมาก เวลานี้มีเครื่องประดับสวยกว่าเดิม รัศมีกายสว่างกว่าเดิม ก็มีเทวดาใหม่เพียงแค่ ๓ องค์ ที่รัศมีกายไม่เท่าเขา เครื่องประดับ ไม่สดสวยเท่าเขา เพิ่งเกิดใหม่ ฉะนั้นทั้งเก่าและใหม่จงฟังเทศน์ ให้ทุกคนมีความรู้สึกว่าชีวิตนี้ต้องตาย การเป็นเทวดา เป็นนางฟ้า บนสวรรค์ ไม่ใช่เป็นตลอดกาลตลอดสมัย เพราะต้องมีตาย เป็นที่สุด โน่นนรก อยู่ใกล้นรก เห็นนรกไหม ทุกองค์บอกว่าเห็น

อย่าลืมว่า ทุกองค์ ยังมีบาป แต่เทวดารุ่นเก่าที่ฟังเทศน์ไปแล้ว ตัดบาปได้แล้ว มีกำลังเหนือบาป แต่ ๓ องค์นี้ยังมีกำลังไม่เหนือ ให้ตั้งใจ เคารพ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ สามอย่าง นึกไว้อย่างให้ขาดว่าเรามีความเคารพ

ประการต่อไป ตั้งใจรักษาศีล แล้วก็โน่น นิพพาน ท่านก็ชี้ขึ้นข้างบนเห็นสภาพพระนิพพานใสแจ๋ว เห็นชัดเจนหมด ใครนั่งอยู่ ใครเดินอยู่ ใครทำอะไรอยู่ เห็นหมด นิพพานเป็นแดนที่มีความสุข มีวิมานอยู่หลังละองค์ วิมาน ๑ หลังต่อ พระอรหันต์ ๑ องค์ ไม่ปนกัน ถ้าต้องการไปนิพพานให้ตัดสินใจ แบบนี้ว่า

การ เกิดเป็นมนุษย์มันเป็นทุกข์ ก่อนจะตายเราก็ทุกข์ ขณะมีร่างกายดีอยู่ เราก็ทุกข์เพราะการงาน เราไม่ต้องการเป็นมนุษย์ เป็นเทวดาก็ดีจริงแหล่ะ แต่ทว่า มันดีไม่ได้นาน ไม่ช้าก็หมดบุญวาสนาบารมี เราไม่ต้องการอีก เราต้องการพระนิพพานจุดเดียว ทำใจได้ไหม? เทวดาทั้ง ๓ องค์ก็บอกว่า ทำใจได้แล้วขอรับ ดีใจเหลือเกินที่มาพบพระพุทธเจ้าก็กราบ ๓ ครั้ง ถึงเวลา พระพุทธเจ้าก็ลากลับ อาตมาก็กลับ พระยายมก็เข้าที่พัก เทวดาทั้งหมดก็กลับ กลับหรือไม่กลับก็ต้องกลับเพราะเวลามันหมดแล้ว

บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท ท่านผู้ฟังและท่านผู้อ่าน นี่เป็นการบันทึกความจำ จำมาได้แล้วก็บันทึกไว้ ไว้วันหน้า เผื่อใครเขาต้องการจะใช้ ก็ใช้ได้ ถึงเสียงจะไม่ดีก็ไม่เป็นไร พอฟังได้เรื่องขอลาก่อน ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคล สมบูรณ์พูนผล จงมีแด่ท่านผู้ฟังและท่านผู้อ่านทุกท่าน ทุกคน สวัสดี

ที่มา - board.palungjit.com

วันศุกร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2556

วิธีปฏิบัติเพื่อพระนิพพานที่ง่ายและสั้นที่สุด โดย พระราชพรหมยาน (หลวงปู่ฤาษีลิงดำ)


หลวงพ่อพระราชพรหมยาน กราบทูลถามองค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระจุฬามณีชั้นดาวดึงส์ว่า
" คนที่ปฏิบัติเพื่อพระนิพพานจะใคร่ครวญอย่างไรจึงจะง่ายที่สุด สั้นที่สุดพระพุทธเจ้าข้า ? "

องค์สมเด็จพระบรมศาสดาทรงตรัสว่า
เจ้าจงใคร่ครวญอย่างนี้ จงคิดว่าเราเป็นผู้ไม่มีอะไรเลย
ทรัพย์สินก็ไม่มี ญาติ เพื่อน ลูกหลาน เหลนก็ไม่มี
เพราะทุกอย่างที่กล่าวมามีสภาพพังหมด


เราจะทำกิจที่ต้องทำตามหน้าที่
เมื่อสิ้นภาระ คือ ร่างกายพังแล้ว เราจะไปนิพพาน

เมื่อความป่วยไข้ปรากฎ จงดีใจว่า " ภาวะที่เราจะมีโอกาสเข้าสู่พระนิพพานมาถึงแล้ว เราสิ้นทุกข์แล้ว"
ร่างกายเป็นเพียงเศษธุลีที่เหม็นเน่า มีความสกปรกโสโครก ทรุดโทรม เดินไปหาความเสื่อม แตกสลายทุกขณะ
คิดไว้อย่างนี้ทุกวัน จิตจะชิน
จะเห็นเหตุผล เมื่อตาย อารมณ์จะสบาย
แล้วจะเข้าสู่พระนิพพานได้ทันที

โดย พระราชพรหมยาน (หลวงปู่ฤาษีลิงดำ)
board.palungjit.com

พระพุทธเจ้าประสูติแล้วออกเดิน ๗ ก้าวจริงๆ



ถาม : ตอนพระพุทธเจ้าประสูติเดิน ๗ ก้าว หมายถึงเดินทางไป ๗ แคว้น ไม่ได้ก้าวจริงๆ

ตอบ: เดินจริงๆ จ้ะ เดินแบบเกรงใจมากด้วย ยังดีที่ไม่ย่ำต๊อกไปทั่วชมพูทวีปก่อน คนเขาทำไม่ได้ ก็เลยพยายามดึงพระพุทธเจ้าลงมาให้เป็นคนธรรมดาทั่วไป พระโพธิสัตว์ที่สร้างบารมีมาต่ำสุด ๔ อสงไขยกับแสนมหากัป ความสามารถของท่านเกินกว่าที่เราจะคิดถึง อรรถกถาท่านอธิบายไว้ว่า

-  สัตว์บางจำพวก ขณะจุติไม่รู้ตัว ขณะเคลื่อนไปไม่รู้ตัว ขณะลงสู่ครรภ์ไม่รู้ตัว ขณะอยู่ในครรภ์ไม่รู้ตัว ต่อจนคลอดออกมาถึงรู้ตัว อันนี้แย่ที่สุดแล้ว และเป็นบุคคลส่วนใหญ่ด้วย
 สัตว์บางจำพวก ขณะจุติไม่รู้ตัว ขณะเคลื่อนไปไม่รู้ตัว ขณะลงสู่ครรภ์ไม่รู้ตัว ขณะอยู่ในครรภ์รู้ตัว คลอดออกมาก็รู้ตัว
 สัตว์บางจำพวก ขณะจุติไม่รู้ตัว ขณะเคลื่อนไปไม่รู้ตัว ขณะลงสู่ครรภ์รู้ตัว ขณะอยู่ในครรภ์รู้ตัว คลอดออกมาก็รู้ตัว
 สัตว์บางจำพวก ขณะจุติไม่รู้ตัว ขณะเคลื่อนไปรู้ตัว ขณะลงสู่ครรภ์รู้ตัว ขณะอยู่ในครรภ์รู้ตัว คลอดออกมาก็รู้ตัว
 สัตว์บางจำพวกขณะจุติก็รู้ตัว ขณะเคลื่อนไปก็รู้ตัว ขณะลงสู่ครรภ์มารดาก็รู้ตัว ขณะอยู่ในครรภ์มารดาก็รู้ตัว คลอดออกมาก็รู้ตัว

คราวนี้การที่ท่านรู้ตลอด พัฒนาการของท่านก็เลยไม่มีการโดนสกัดขัดขวาง ทุกอย่างทำได้เป็นปกติ เพราะฉะนั้นที่ท่านบอกว่า เกิดมาแล้วเดินได้ ๗ ก้าว เปล่งอภิสวาจาว่าเราเป็นผู้เลิศที่สุดในโลก เราเป็นผู้ที่เจริญที่สุดในโลก เราเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา ขึ้นชื่อว่าการเกิดไม่มีสำหรับเราอีกแล้ว ถ้าคนที่มีสติรู้ตัวอยู่ตลอด พัฒนาการไม่โดนขัดขวางไป ก็ทำได้อยู่แล้ว แล้วเรื่องเดินก็ยิ่งหมูๆ ใหญ่ แต่คราวนี้เขาไม่เชื่อตรงจุดนี้ แล้วก็ไม่รู้ รู้ไม่ถึงตรงจุดนี้ เขาก็ปฏิเสธ มันก็เรื่องปกติ ตัวใครตัวมัน เราก็เลือกทางไปของเรา เขาก็เลือกทางไปของเขา

สนทนากับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
เดือนมกราคม ๒๕๔๗(ต่อ)
ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ

ที่มา - http://board.palungjit.com

วันพฤหัสบดีที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2556

การรักษาศีลข้อที่ ๓ ในศีล ๘



ถาม : ศีลข้อสามในศีลแปด เป็นอย่างไรครับ ?

ตอบ : ห่างผู้หญิง ๓ วาได้จะดี ใกล้กว่านั้นไม่ได้ ใกล้กว่านั้นเดี๋ยวเผลอแตะ..! จริงๆ แล้ว อพฺรหฺมจริยา หมายถึงการที่เราทรงอารมณ์ภาวนาอยู่โดยที่ไม่ส่งใจออกนอกเลย เขาจึงเรียกว่า จริยาอย่างพรหม เพราะพรหมท่านทรงฌานอยู่ตลอดเวลา ในเมื่อทรงฌานอยู่ตลอดเวลา กามราคะก็เกิดไม่ได้ เขาถึงได้เรียกว่าประพฤติพรหมจรรย์ เพราะฉะนั้น..ถ้าตั้งใจจะเอาอพฺรหฺมจริยาจริงๆ ก็แปลว่าต้องไม่หลุดจากฌานเลย

ถาม : แล้วที่เขาไปถืออุโบสถศีล ?

ตอบ : สมัยก่อนถ้าเขาถืออุโบสถศีลก็คือไปนอนที่วัดเลย เว้นจากเรื่องพวกนี้โดยตรง ปัจจุบันนี้จะมีขาประจำอยู่ที่วัดท่าขนุนประมาณ ๓๐ คน วันพระก็จะไปนอนค้างที่วัดเลย

ถาม : แล้วนึกถึงกามสัญญา ?

ตอบ : เรื่องนึกถึงหรือจิตประหวัดถึงเขาเรียกว่า กามสัญญา นับเป็นเรื่องปกติ แต่กายวาจาต้องงดเว้นให้ได้ ไม่ไปพูดจาเกี้ยวเขา ไม่ไปแตะต้องเขาอะไรแบบนั้น

ถาม : ห่าง ๓ วาหรือครับ ?

ตอบ : ๓ วา ตาก็ไม่มอง ปากก็ห้ามพูด อกจะแตกตาย..!

ถาม : อย่างนี้ต้องปฏิบัติในศีล สมาธิ ?

ตอบ : ถ้าไม่มีสมาธิจะตัดตัวนี้ยาก ถ้าจะตัดกามราคะ อย่างน้อยสมาธิต้องทรงตัว

ถาม : ถ้าไปล่วงศีลข้อนี้ใจก็เศร้าหมอง ?

ตอบ : เศร้าหมองก็เป็นเรื่องปกติ เพราะเรายังห้ามความคิดไม่ได้ เพราะฉะนั้น..ถ้าทรงฌานอยู่ความคิดไปในกามก็ไม่มี อยู่กับการภาวนา หลุดออกมาแล้วค่อยฟุ้งใหม่ ตอนที่ทรงฌานอยู่ก็เอาตัวรอดไว้ก่อน ถ้าไม่มีสมาธิส่วนใหญ่แล้วพระเณรอยู่ไม่ได้หรอก


สนทนากับพระครูวิลาศกาญจนธรรม (พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
ณ บ้านวิริยบารมี เดือนมกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๖

วันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

การวางอารมณ์ใจในการตัดสักกายทิฎฐิของตนเอง




การวางอารมณ์ใจในการตัดสักกายทิฎฐิ

ถาม : ทีนี้เวลาภาวนาปกติจะใช้ว่า กายนี้ไม่ใช่ของเรา?
ตอบ : จ้ะ ดีเลยจ้ะ คราวนี้มันไม่ใช่ภาวนาเฉย ๆ มันต้องเห็นอย่างนั้นจริง ๆ เห็นอย่างนั้นจริง ๆ แล้ว จิตยอมรับจริง ๆ โยมลองถามตัวเองว่าร่างกายนี้ใช่ของโยมมั้ย? แล้วให้ใจมันตอบออกมาจริง ๆ ว่า ใช่ หรือไม่ใช่ ไม่ใช่ว่า ตอบ เพราะรู้ว่า ต้องตอบว่าไม่ใช่ถึงจะถูก ถ้าอย่างนั้นใช้ไม่ได้ มันต้องเป็นคำตอบที่ออกจากใจจริง ๆ ว่าไม่ใช่ของของเรา เราไม่สามารถทำให้จิตใจมันยอมรับได้

ก็ดูว่าร่างกายนี่มันประกอบจากอะไร มันก็มีธาตุสี่ ดิน น้ำ ไฟ ลม คราวนี้ดินน้ำไฟลมนี้ก็ต้องแยกเป็นส่วน ๆ ส่วนที่แข็งเป็นแท่งเป็นก้อนเป็นชิ้นเป็นอันคือ ดิน ประกอบไปด้วยขน ผมเล็บฟัน หนัง กระดูกเส้นเอ็น พวกอวัยวะภายในอย่าง ตับไต ไส้ ปอด กระเพาะอาหาร กระเพาะปัสสาวะ เหล่านี้เป็นต้น เป็น ธาตุดิน มันจับได้ต้องได้ มันแค่นมันแข็งเป็นชิ้นเป็นอันเป็นท่อน เราก็แยกเป็นกองไว้ส่วนหนึ่ง ธาตุน้ำคือส่วนที่เหลวไหลไปมาในร่างกายของเรา มีเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง น้ำตา น้ำลาย น้ำดี เหงื่อ ไขมัน ปัสสาวะ อย่างนี้เป็นต้น ไขมันนี้ก็คือไขมันในเลือดน่ะ แล้วก็ธาตุลมก็คือสิ่งที่เคลื่อนไหวไปมา พัดไปมาในร่างกายของเรา ได้แก่ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ลมที่ค้างอยู่ในท้องในไส้ที่เขาเรียกว่าแก็ส ลมที่พัดไปมาทั่วร่างกายไม่ว่าจะพัดขึ้นเบื้องสูง พัดลงเบื้องต่ำ พัดลงทั่วกายที่เขาเรียกว่า ความดันโลหิต แยกไปไว้อีกส่วนหนึ่ง ส่วนที่เป็นความอบอุ่นของร่างกายเรียกว่าธาตุไฟ มีธาตุไฟที่เผาร่างกายให้เสื่อมโทรมลง ธาตุไฟที่เผาผลาญย่อยอาหาร ธาตุไฟที่กระตุ้นร่างกายให้เจริญเติบโตขึ้น เหล่านี้เป็นธาตุไฟ

พอโยมแยกออกเป็นสี่ส่วน ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ กระดูก ไส้ ปอด เหล่านั้นเป็นกองหนึ่ง เลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง น้ำตา น้ำดี เหงื่อ ไขมันเหลว ปัสสาวะ เหล่านี้แยกไว้กองหนึ่ง พวกลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ลมในท้องในไส้ ลมพัดไปมาในเบื้องสูง เบื้องต่ำทั่วร่างกายไว้กองหนึ่ง ความอบอุ่นในร่างกายก็คือไฟธาตุที่ย่อยอาหาร ที่กระตุ้นร่างกายให้เติบโต ให้เสื่อมโทรมแยกไว้กองหนึ่ง หมดเกลี้ยงพอดีไม่มีอะไรเป็นเราเป็นของเรา

พอเราจับเจ้าสี่กองนี้มาปั้นเข้าใหม่นะ เป็นหัวเป็นหูเป็นหน้าเป็นตาขึ้นมา เราก็ไปยึดว่าเป็นเราเป็นของเรา ความจริงมันเป็นเปลือกที่เราอาศัยอยู่ ร่างกายนี้เหมือนกับรถคันหนึ่ง ตัวเราที่เป็นจิตคือคนขับรถ ถึงเวลาที่มันพังไปตามกาลตามเวลาของมัน เราที่เป็นจิตก็ต้องไปหารถคันใหม่ตามบุญตามกรรมที่เราสร้างเอาไว้

เมื่อถึงวาระนั้นถึงตอนนั้นถึงจะเห็นว่าร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราจริง ๆ พยายามแยกแยะอย่างนี้บ่อย ๆ ให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะละเอียดได้ จนกระทั่งจิตใจมันยอมรับจริง ๆ ว่าร่างกายนี้ ไม่ใช่ของเรา ร่างกายคนอื่นก็ไม่ใช่ของเขา ทั้งเขาและเรามีสภาพเดียวกันก็คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป

พอจิตมันยอมรับแล้วต่อไปเราแค่คิดว่า ร่างกายนี้มันไม่ใช่ของเรา มันยอมรับก็ใช้ได้ ต่อไปก็ไม่ต้องคิดมากตอนแรก ๆ นี่ต้องคิดเหมือนยังกับเหวี่ยงแห จะเอาปลาทั้งทะเล แต่หลังจากที่คัดไปคัดมา ก็เลือกเอาปลาตัวที่ดีที่สุด มันก็เหลือนิดเดียว ตอนแรกของการปฏิบัติต้องกระจายออกกว้างมาก แต่พอรวบเข้าแล้วมันจะเหลือแก่นแค่นิดเดียวเท่านั้นใช่มั้ย? ถ้าทำจนใจยอมรับอย่างนี้ต่อไปแล้วจะสบาย เพราะเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรมดา พอโยมเกาะตัวธรรมดาติด หากินได้ตลอดชาตินี้และก็ชาติต่อ ๆ ไปเลย คราวนี้แยกออกแล้วยังจ้ะ

สนทนากับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
เดือนมิถุนายน ๒๕๔๔
ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ
ที่มา - http://board.palungjit.com

ให้รักษากำลังใจให้ผ่องใสอย่างต่อเนื่อง



ประโยชน์ของการรักษากำลังใจให้ผ่องใสอย่างต่อเนื่อง

พระอาจารย์ กล่าวว่า "เรื่องของกำลังใจ ถ้าเรารักษาให้ทรงตัวต่อเนื่องได้นาน ๆ ความผ่องใสจะมีมาก อะไรเกิดขึ้นจะรู้ล่วงหน้าก่อน แม้จะรู้ล่วงหน้าไม่นาน รู้ล่วงหน้าสักพักก็ยังดี อย่างน้อยๆ ก็พอที่จะป้องกันอันตรายได้

เดือนที่แล้วขากลับไปจากที่นี่ ทำเอาโชเฟอร์เครียดแทบตาย เพราะอาตมาบอกเขาว่าอย่าเบรกรถกะทันหัน จะโดนรถชนท้าย เขาก็ระวัง อาตมาบอกเขาว่าไม่ต้องระวังหรอก รถที่จะชนท้ายเป็นรถมิตซูบิชิ ปรากฏว่ามีรถมิตซูบิชิวิ่งตามอยู่เป็นชั่วโมงเลย เล่นเอาเครียดแทบตาย คันนั้นก็เหมือนตั้งหน้าตั้งตาจะตามมาชน กว่าจะแยกทางกันได้ แหม..เล่นเอาเครียด ตามมาจ่อท้ายอยู่ตลอดทาง

บางอย่างถ้าวาระกรรมที่ไม่หนักก็บอกได้ ถ้าวาระกรรมหนักก็บอกไม่ได้ ได้แต่รอให้เหตุการณ์เกิดขึ้น ถึงรู้ไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะรู้แล้วบอกไม่ได้"

สนทนากับพระครูวิลาศกาญจนธรรม (พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
ณ บ้านวิริยบารมี เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕
ที่มา - http://board.palungjit.com

อาการหลงตัวเอง



หลงตัวเอง !

พระอาจารย์ กล่าวว่า "คนวาดรูปมักจะเผลอวาดหน้าของตัวเองลงไปโดยไม่รู้ตัว คือความเป็นตัวกูของกูที่ฝังลึกอยู่ในใจ ถ้าไม่ใช่บุคคลที่เรียกว่ามีสติสมบูรณ์จริงๆ อย่างไรก็จะต้องเผลอติดหน้าตัวเองลงไป ทั้งๆ ที่ไม่ต้องดูหน้าตัวเองเป็นแบบ วาดไปเถอะ...จะหลุดหน้าตัวเองออกมาเอง

ผู้หญิงกับผู้ชายที่รักกันชอบกัน..แต่งงานกัน ที่เขาบอกว่าคนที่เป็นเนื้อคู่มักจะหน้าตาคล้า ๆ กัน..ไม่ใช่หรอก นั่นคือ การหลงตัวเอง เห็นหน้าตัวเองแล้วชอบไม่รู้ตัว คือเห็นคนที่คล้ายตัวเอง ไม่รู้หรอกว่าตัวเองกำลังแสดงออกด้วยการหลงตัวเองอยู่

เห็นแล้วรักแล้วชอบ มั่นใจว่าเป็นเนื้อคู่..ที่ไหนได้ ที่แท้เห็นหน้าตัวเองแล้วชอบ ฉะนั้น..เดี๋ยวหนูไปเจอคนหน้าเหมือนเมื่อไรก็ชอบเอง ส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนั้น"

สนทนากับพระครูวิลาศกาญจนธรรม (พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
ณ บ้านวิริยบารมี เดือนมกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๖
ที่มา - http://board.palungjit.com

ท่องสวรรค์



ท่องสวรรค์

อาตมามุมานะฝึกกรรมฐานตามแบบของหลวงพ่อ ก็ด้วยความอยากมีฤทธิ์มีเดช อยากไปเที่ยว นรก สวรรค์ คร่ำเคร่งกับการฝึกแบบเอาเป็นเอาตาย ดีที่ทางบ้านศรัทธาหลวงพ่อทุกคน ไม่งั้นคงจับอาตมาส่งโรงพยาบาลไปแล้ว....

เย็นวันหนึ่งของปลายปี ๒๕๒๑ พี่ชาย (คุณ ประสิทธิ์ เพชรชื่นสกุล) ชวนอาตมาไปฝึกมโนมยิทธิที่บ้านท่านเจ้ากรมเสริม (พล.อ.ท.ม.ร.ว.เสริม ศุขสวัสดิ์) โดยบอกว่าใครฝึกวิชานี้ได้สามารถไปนรก สวรรค์ ได้เลย...

อาตมาแทบเหาะไปด้วยความดีใจ โธ่...เสียเวลาฝึกแทบล้มประดาตายก็เพราะเหตุนี้ พอรู้ว่ามีครูฝึกสอนให้ จะไม่ให้อาตมาดีใจได้อย่างไร กระนั้นก็ยังไปแทบไม่ทันเวลา เพราะเขาจะลงมือฝึกกันแล้ว...

ผู้เข้ารับการฝึก รวมอาตมากับพี่ชายแล้วมีอยู่แค่เจ็ดคนเท่านั้น ได้รับความเมตตาจากพี่ ๆ ทุกท่าน จัดหาเครื่องบูชาครูมาให้ทุกอย่าง ยกเว้นเงินหนึ่งสลึง ที่อาตมาพาซื่อไปหาแลกมาจนได้ มารู้ทีหลังว่าใส่เกินก็ได้ ขายหน้าชมัดเลย...

พอสมาทานกรรมฐานเสร็จ ครูฝึกก็ให้ทุกคนภาวนา “นะมะพะธะ” ครู่หนึ่ง พออารมณ์ทรงตัว ก็มีครูฝึกมานั่งอยู่ข้างหน้า แนะนำให้ทำตัวสบาย ๆ สอนให้ทำใจเลิกห่วงร่างกาย แล้วสอบถามว่า...
“เห็นแสงสว่างมั้ย...” “ไม่เห็นครับ” “เห็นภาพพระพุทธเจ้ามั้ย...” “ไม่เห็นครับ” สารพัดจะไม่ครับ...อาตมาก็อยากเห็นอยู่หรอก แต่มันมืดตี๊ดตื๋อ แมวสักตัวก็ไม่เห็น แล้วจะให้บอกว่าเห็นอะไรได้ ทำเอาครูฝึกท้อใจ นั่งเงียบไปเลย...

พอดีได้ยินเสียงครูฝึกอีกท่าน ที่กำลังสอนศิษย์ของท่าน กล่าวกับลูกศิษย์ขึ้นที่ข้างหลังอาตมาว่า “คุณนึกถึงภาพพระพุทธรูป ที่คุณรักชอบที่สุดดูซิคะ...เห็นชัดมั้ย...” โอ๊ย...แบบนี้ก็หวานเท่านั้น...

อุตส่าห์จับภาพพระมาตั้ง ๓-๔ ปี มีหรือที่จะไม่ชัด เลยบอกครูฝึกว่าเห็นภาพพระแล้ว พลางอธิบายจ๋อย ๆ ไม่ขาดปาก พุทธลักษณะเป็นอย่างไร อธิบายซะละเอียดยิบ จนครูฝึกก็งงว่าอยู่ ๆ อาตมาผีเข้าหรืออย่างไร...

ครูฝึกค่อย ๆ ตะล่อมกำลังใจของอาตมา ให้เข้าที่เข้าทางที่ท่านต้องการ จนถึงตรงที่ว่า “นึกกราบขอบารมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะคะ ขอพระองค์โปรดประทับยืนขึ้นด้วย...” เหตุการณ์มหัศจรรย์พันลึกก็เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา...

ภาพพระที่อาตมาจับเป็นกสิณนั้น เป็นภาพวาดตอนองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้ใต้ควงไม้พระศรีมหาโพธิ วาดโดย คุณคำนวณ ชานันโท เป็นภาพนั่งสมาธิแท้ ๆ แต่พออาตมากำหนดจิตตามที่ครูฝึกสอน...

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงประทับยืนขึ้นจริง ๆ ...
พุทธลักษณะกลายเป็นปางลีลา พระวรกายเหลืองอร่ามดังทองคำ สว่างไสวจนหาประมาณไม่ได้ อาตมาขนลุกซ่าเห่อไปทั้งตัว...

น้อมจิตกราบลงแทบพระยุคลบาท พระองค์ทรงแย้มพระโอษฐ์งดงามสุดพรรณา...โอ...สมเด็จพ่อของลูก.. น้ำตาแห่งความปิติไหลพรากลงทันที...

ยามนี้แม้ตายลงในทันทีอาตมาก็ยินดี ชีวิตนี้ไม่เสียดายอีกแล้ว เรามีโอกาสพบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว...ครูฝึกแนะนำให้ตามเสด็จพระองค์ท่านไปยังพระแท่นบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์...

ขอบารมีพระองค์ท่านขอให้พ่อ-แม่ ครูบาอาจารย์ และผู้มีพระคุณในทุก ๆ ชาติ ที่เป็นเทวดา เป็นพรหม เป็นพระบนนิพพาน ได้โปรดมาประชุมรวมกัน ณ บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ในบัดเดี๋ยวนี้ด้วยเถิด...

ภาพที่ปรากฎพรึ่บขึ้นมาทำเอาตกใจ ทำไมช่างมากมายมหาศาลอะไรอย่างนี้ แน่นขนัดไปหมดในทุกที่ทุกทาง กราบลงแทบเท้าของทุก ๆ ท่าน แล้วตั้งใจดูพระอินทร์ตามที่ครูฝึกบอก อยากเห็นมานานแล้ว...

เห็นลุงแก่คนหนึ่ง ครึ่งนั่งครึ่งนอนพิงหมอนขวานอยู่บนแท่น ลุงแก่อ้วนพุงพลุ้ย ไว้หนวดยาวโง้ง นุ่งกางเกงขาสามส่วนไม่ใส่เสื้อ มีผ้าขาวม้าพาดชายอยู่สองบ่า สูบบุหรี่มวนเบ้อเริ่ม ควันโขมงเลย...

“นี่น่ะเหรอ...พระอินทร์....” คิดแค่นั้นลุงกำนันก็ลุกนั่งตัวตรงถามว่า “จะเอาแบบไหนล่ะ...” พริบตาเดียวท่านเปลี่ยนให้ดูเป็นร้อยเป็นพันแบบ ในที่สุดก็ทรงเครื่องเต็มอัตรามหามงกุฎยอดแหลมรัศมีสีเขียวสวยจนบอกไม่ถูก...

กราบลาท่านตามพระไปยังจุฬามณีเจดียสถาน เห็นเจดีย์แก้วสว่างไสวดุจอาทิตย์ยามเที่ยง รายรอบด้วยราชวัตรฉัตรธง และวิหารเจดีย์มณฑป สวยงามเหลือที่จะบรรยาย รู้สึกเย็นฉ่ำชื่นใจจนบอกไม่ถูก...

พบเทวดาร่างใหญ่ดังภูเขาเฝ้าทางเข้าพระจุฬามณี ท่านบอกว่าชื่อ “มเหสักข์” เรียกท่านว่าพี่ก็ได้ จึงขอให้ท่านนำเข้าไปภายใน เพื่อกราบพระเขี้ยวแก้วและพระเกตุมาลา ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า...

ภายในพระจุฬามณีที่กว้างขวางใหญ่โตนั้น เต็มไปด้วยเหล่าเทวดา พรหม และพระอรหันต์ มาถวายนมัสการเป็นพุทธบูชา เป็นหมวดหมู่ดูเป็นระเบียบเรียบร้อย ท่านแบ่งหมู่กันเอง ตามลักษณะของกายทิพย์...

พระทันตธาตุเขี้ยวแก้ว เป็นเพชรสว่างสดใส พระเกตุมาลานั้นเป็นคล้ายแก้วสีดำละเลื่อม ต่างเปล่งฉัพพรรณรังสีละลานตา อาตมากราบบูชาด้วยความปลาบปลื้มใจเป็นที่สุด นับว่าไม่เสียทีที่เกิดมา...

ท่านผู้อ่านทุกท่านจะเชื่อหรือไม่... บรรดานักปราชญ์ที่โลกยกย่อง ท่านบอกว่า นรกไม่มี สวรรค์ไม่มี แล้วที่อาตมาพบเห็นอยู่นี่เป็นอะไร ขอทุกท่านใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญดูเถิด...


อ้างอิง อดีตที่ผ่านพ้น ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๓
ที่มา บอร์ดพลังจิต

วันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2556

ผู้ปราถนาพุทธภูมิมีวิริยาธิกะพิเศษไหม ?



ถาม : อ่านหนังสือเจอ เลยทำให้รู้ว่าลูกศิษย์หลวงพ่อเป็นปัญญาธิกะเยอะ ก็เลยมีปัญญา ?

ตอบ : แล้วแต่วาสนาเดิมว่าใครทำมา ในเมื่อเขาทำมาทางด้านปัญญา ปัญญาก็เกิด ถ้าประเภทชอบตะเกียกตะกายด้วยตัวเองก็ต้องไปทางวิริยาธิกะ

ถาม : วิริยาธิกะจะย้ายมาเป็นปัญญาธิกะได้ไหมครับ ?

ตอบ : เดินคนละทางแล้ว อยากจะย้ายใหม่ก็เริ่มต้นใหม่ ที่คุณว่ามานี่มันสันดานมนุษย์ ไม่ใช่สันดานนักปฏิบัติธรรม หนอยแน่..จะโอนหน่วยกิตเสียแล้ว เขาให้โอนหน่วยกิตได้อย่างเดียว คือจากพุทธภูมิไปเป็นสาวก บุคคลผู้ปรารถนาพระโพธิญาณเขาไม่กลัวเหนื่อยกัน ถ้ากลัวเหนื่อยเขาไม่ปรารถนากันหรอก

ถาม : มีวิริยาธิกะพิเศษไหมครับ ?

ตอบ : นอกตำราเกินไป

ถาม : เคยได้ยินไหมครับ ?

ตอบ : ไม่เคยได้ยิน วิริยาธิกะพิเศษ ถ้าจะมีก็ พวกโง่เป็นพิเศษ เท่านั้นแหละ..! ๑๖ อสงไขยกับแสนมหากัปก็แย่แล้ว ยังจะมีวิริยาธิกะพิเศษอีก

สำหรับ สมเด็จองค์ปฐม ท่าน นั้นนอกเหตุเหนือผล ไม่ได้อยู่ใน ๓ ประเภทนี้ เพราะเริ่มหลักสูตรด้วยพระองค์ท่านเอง ในเมื่อเริ่มปฏิบัติด้วยพระองค์ท่านเองจึงยังไม่จัดเป็นหลักสูตร แรกๆ ก็ยังไม่รู้ว่าทำไปเพราะอะไร แต่อยากทำ.. ขอยืนยันว่ามีแบบนี้องค์เดียว ที่เหลือถัดจากนั้นใครจะแหกคอกขนาดไหนก็แหกไปเถอะ รับประกันว่าไม่เกิน ๑๖ อสงไขยกับอีกแสนมหากัป เพราะมีหลักสูตรแล้ว


สนทนากับพระครูวิลาศกาญจนธรรม (พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
ณ บ้านวิริยบารมี เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

ที่มา board.palungjit.com

พระสุกขวิปัสสโกไม่มีฌานไม่มีสมาบัติจริงหรือ ?



ถาม : พระสุกขวิปัสสโกต้องละหมดหรือครับ ?

ตอบ : ทุกคนต้องละหมด ถ้ายังมีใจยินดีอยู่ก็ไม่สามารถที่จะเป็นพระอรหันต์ได้ แต่คำว่า "สุกขวิปัสสโก" ไม่ ได้แปลว่าคุณจะไม่ได้ฌาน เพียงแต่ว่าเป็นฌานที่ท่านทรงโดยไม่รู้ตัว เกิดจากการพิจารณาธรรมแล้วสมาธิทรงตัวขึ้น ถ้าทรงฌานไม่ได้ จะเป็นไม่ได้แม้กระทั่งพระโสดาบัน..!

ในเมื่อเราไม่ติดรูปแล้ว อรูปเราไม่ได้ปฏิบัติจะไปติดได้อย่างไร ในเมื่อไม่ได้ติดก็แปลว่าตัดได้

คนมักจะเข้าใจว่า สุกขวิปัสสโกไม่มีฌานไม่มีสมาบัติ เขาเข้าใจผิด ถ้ากำลังไม่พอถึงระดับปฐมฌานขึ้นไป จะตัดกิเลสไม่ได้สักอย่าง เวลาท่านพิจารณาธรรมไปเรื่อยๆ อารมณ์ใจก็ค่อยๆ ดิ่งลึกจนทรงตัวเป็นฌาน แต่ท่านไม่รู้ตัวว่าตัวเองมีฌาน

ถาม : คนเป็นพระอนาคามีต้องทรงฌาน ?

ตอบ : ถ้าไม่ได้ฌาน ๔ เป็นพระอนาคามีไม่ได้ ดังนั้น..พระสุกขวิปัสสโกถ้าตะกายถึงพระอนาคามีได้นี่สุดยอดแล้ว แสดงว่าทรงฌานระดับสูงไปตั้งนานแล้ว


สนทนากับพระครูวิลาศกาญจนธรรม (พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
ณ บ้านวิริยบารมี เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

ที่มา board.palungjit.com

นักปฏิบัติจะต้องมีพากเพียรพยายามอย่างสูง


ถาม : ในแต่ละวัน ในแต่ละช่วงเวลา หน้าตาเราจะไม่เหมือนกันในแต่ละช่วง มีอะไรมาแทรกมาสิงหรือเปล่าคะ ?

ตอบ : ไม่ใช่หรอก..อยู่ที่อารมณ์เรา อยากจะให้หน้าเหมือนกันทั้งวัน ต้องรักษาอารมณ์ใจให้มั่นคง ถ้าอารมณ์ไม่มั่นคงก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามรัก โลภ โกรธ หลง ลองไปภาวนาให้อารมณ์ใจทรงตัว

จะมีอยู่ช่วงใหญ่ๆ ของนักปฏิบัติภาวนา ที่อารมณ์ใจทรงตัวแล้วไม่อยากยุ่งกับใคร มีความสุขอยู่กับการภาวนา จะเป็นใบหน้าไร้อารมณ์ พอถึงเวลาก็คนอื่นจะเบื่อขี้หน้าไปเอง อาตมานี่โดนสาวๆ เขาต่อว่ามาเยอะแล้วว่าไร้อารมณ์ ไม่ว่าเขาจะตื่นเต้นแค่ไหนอาตมาก็ “อ๋อ...หรือ ?” โดนไปเต็มๆ

คราวนี้ช่วงที่อารมณ์ใจทรงตัวจะทรงตัวจริงๆ ทั้งกลางวันกลางคืน ทั้งหลับทั้งตื่นอารมณ์ใจเท่ากันหมด คราวนี้อยู่ยาวเป็นเดือนๆ คนรอบข้างเลยเบื่อขี้หน้าหมด เพราะกลายเป็นคนไม่รู้ร้อนรู้หนาว

ถาม : คิดว่าสิ่งที่เจอเป็นบททดสอบทำให้เราตั้งมั่นในพระรัตนตรัยค่ะ ?

ตอบ : แปลว่าตอนนี้เราเริ่มหวั่นไหวแล้ว ตั้งหน้าตั้งตาทำไปให้มากกว่านี้ จะได้มั่นคงในพระรัตนตรัย ไม่ใช่มาลังเลสงสัย ให้ ตั้งใจเลยว่าไม่มีใครที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าคุณพระศรีรัตนตรัยอีกแล้ว ไม่ว่าใครจะมาสิงใคร จะมาแทรกอย่างไรก็ตาม เรายึดพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง แล้วก็ภาวนาของเราไป แค่นั้นแหละ

บุคคลถ้าปฏิบัติไปแล้วเกิดความมั่นคงทางอารมณ์ คนอื่นจะพึ่งพามาก ถ้ามั่นคงมากเดี๋ยวก็มีเรือพ่วงเยอะ สมัยนี้ไม่ค่อยได้เห็นเรือพ่วงกันแล้วใช่ไหม ? เรือลำหนึ่งโยงไปอีกลำหนึ่ง มาก ๆ เข้าเรือลำที่นำก็แทบตายกว่าจะลากไปได้

แต่ในเรื่องของเรือพ่วงนั้นอัศจรรย์อยู่อย่างหนึ่ง โดยเฉพาะเรือข้าว เรือที่ลากจูงลำนิดเดียว แรกๆ นี่เร่งเครื่องแทบตายก็ไม่ไหว แต่พอเรือเริ่มเคลื่อนที่คราวนี้แรงเฉื่อยมี ก็ไปได้เรื่อยๆ เหมือนอย่างกับมดลากช้าง เด็กรุ่นหลังๆ คงไม่ได้เห็นเรือข้าวแล้ว เป็นเรือไม้หลังคาโค้งๆ มีกระแชงคือแผ่นที่เขาสานคลุมไว้ แต่ละลำสามารถบรรทุกข้าวได้มากพอๆ กับรถสิบล้อ

สรุปว่า นักปฏิบัติต้องพากเพียรพยายามอย่างสูง เพราะต้องทำในสิ่งที่ไม่เคยชิน แต่การกระทำให้อยู่ในลักษณะผ่อนสั้นผ่อนยาว ไม่ใช่เห็นช้างขี้แล้วก็ไปขี้ตามช้าง ซึ่งเป็นไปไม่ได้ พอปรับได้มุมที่ตัวเองถนัดแล้วเริ่มดี คราวนี้สิ่งขวางต่างๆ ก็จะเข้ามา ขอให้รู้ว่านั่นเป็นสิ่งปกติ

เขายิ่งขัดขวางเรารุนแรงเท่าไร ก็แปลว่าเราใกล้มรรคผลเท่านั้น ดังนั้น..แทนที่จะถอยให้บุกต่อไปข้างหน้า อีกไม่กี่ก้าวก็จะพ้นแล้ว แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะโดนเขาหลอก ก็คือถอยมาเสียก่อน เรื่องทั้งหลายเหล่านี้ค่อยๆ ปฏิบัติไป พอมีประสบการณ์หลายครั้งเข้า เดี๋ยวก็รู้ว่าควรทำอย่างไร

พวกที่เขาขวางแรงๆ ยังรู้ตัวง่าย พวกที่เขาขวางนิ่มๆ ด้วยการดึงให้ไปสนใจเรื่องอื่น อันนั้นนะยาก..ปัจจุบันแม่ชีเถรีโดนอย่างนั้นแหละ ไปอาศัยอยู่ที่วัดทางบ้าน วัดก็มอบหมายงานให้สารพัด กระทั่งเวลาหายใจยังไม่มี แล้วจะไปปฏิบัติอย่างไร ? นั่นก็คือการขวาง แต่เขาขวางอย่างมีชั้นเชิง ขวางแบบคิดว่าเรามีงานทำเต็มที่แล้ว ว่างเมื่อไรค่อยไปภาวนา แต่ปรากฏว่าเช้ายันค่ำไม่มีเวลาภาวนาเลย..!


สนทนากับพระครูวิลาศกาญจนธรรม (พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
ณ บ้านวิริยบารมี เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

ที่มา board.palungjit.com

วันพุธที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2556

ลักษณะและการพิจารณาโทษของท่านพระยายม


หลวงพ่อเล่าเรื่อง...การพิจารณาโทษของพระยายม

"........ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย และพระคุณเจ้าที่เคารพ เมื่อวันพุธก่อน กระผมได้นำท่านพุทธศาสนิกชนและบรรดาพระคุณเจ้าที่เคารพ ไปนั่งพักอยู่ที่ สำนักของพระยายม แล้วก็กำลังนั่งที่เก้าอี้แก้วมณี

อันนี้บรรดาญาติโยมพุทธบริษัทและพระคุณเจ้าอาจจะสงสัยว่า "สำนักของพระยายม" สำนักนี้ ถ้าเราอ่านตามหนังสือไตรภูมิจะรู้สึกว่า เป็นสำนักที่เต็มไปด้วยความโหดร้ายทารุณ มีแต่บุคคลที่น่ากลัว หน้าตาถมึงทึงด้วยประการทั้งปวง

แม้แต่พระยายมเองก็เหมือนกัน นักแสดงโทรทัศน์ทำเขาให้พระยายมเสียสองเขา แสดงว่าพระยายมมีเขาและมีสภาพดุร้าย

สำหรับคนของพระยายมก็เหมือนกัน ที่เรียกกันว่า ยมทูต อันนี้ เขามีสัญญลักษณ์ มีหัวกะโหลกไขว้ และมีหัวกะโหลกเป็นสัญญลักษณ์ อันไม่จริง ความจริงคนที่เขียนอย่างนั้น เป็นการวาดภาพเอาเอง

คล้าย ๆ กับว่าการเขียนรูปของโจร โจรผู้ร้ายเขามักจะเขียนหน้าตาถมึงทึงน่ากลัว มีหนวดเครารุงรัง แต่โดยที่แท้แล้ว โจรจริง ๆ มีรูปร่างหน้าตาสะสวยยิ่งกว่าเราเสียอีก


นี่แหละบรรดาท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย และบรรดาพระคุณเจ้าที่เคารพที่รักฟัง ความจริงไม่ตรงกัน คือ ถ้าหากมาฟังจากพระที่ท่านท่องเที่ยวในเมืองนรกได้ ท่านบอกว่า จะมีอาการเป็น ๒ อย่างด้วยกัน การเห็นในระยะแรกถ้ากำลังฌานของเราดี แต่ว่าวิปัสสนาญาณไม่ดี จะเห็นคนในที่นั้น หน้าตาไม่สะสวยไม่งดงาม มีหน้าตาน่ากลัว


แต่มาถึงขั้นวิปัสสนาญาณดีแล้ว เรียกว่า "วิปัสสนาญาณเข้าขั้น" เข้า ระดับที่ไม่ถอยหลังลงมา มีอารมณ์แจ่มใจตัดอุปาทานได้เด็ดขาด อันนี้จะเห็นสำนักของ พระยายม อีกสภาพหนึ่ง คือ เป็นสภาพที่เต็มไปด้วยความสวยสดงดงาม


นี่..เรื่องของตาก็มีความสำคัญมาก ถ้าคุณตามัวเห็นของสวยก็มัวไปด้วย ส่วนคนเห็นตาดีก็เห็นได้ตามความเป็นจริง นี่ว่ากันถึงตาเนื้อ ตาเนื้อมีสภาพฉันใด ตาใจก็เหมือนกันนะ พระคุณเจ้าที่เคารพ ตาใจนี่มีความสำคัญมาก โดยมากมักจะยึดตาฌาน ตาเนื้อหรือความรู้สึก คือ มีความนึกคิดไว้ก่อนว่า สภาพของสวรรค์ เป็นยังงั้น นี่ความตรงกันระหว่างตากับความเป็นจริงมันมีอยู่ แล้วอารมณ์ของจิตก็เหมือนกัน ถ้าจิตของบุคคลใดมีอุปาทานอยู่ อันนั้นจะเห็นของจริงไม่ได้ เอาละ เรื่องนี้ขอผ่านไป เพราะเป็นหลักวิชาน่าเบื่อ


เป็นอันว่า เวลานี้ท่านพุทธศาสนิกชน และพระคุณเจ้าที่กำลังติดตามรายการทัศนาจรนรก กำลังนั่งอยู่ที่เก้าอี้แก้วมณี เห็นหรือไม่เห็น? เห็นหรือยัง? ถ้าไม่เห็นก็นึกเห็นเอาก็แล้วกัน เพราะความจริงไม่ได้พาไปจริง ๆ เป็นการเล่าสู่กันฟัง


ท่านทั้งหลายฟังไว้ แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักปฏิบัติ ถ้าปฏิบัติถึงแล้วจะได้ไม่สงสัยว่า สภาพของสำนักของพระยายมเป็นยังไง เวลาที่เราได้ฌานโลกีย์อย่างต่ำ หรือว่าฌานโลกีย์อย่างสูง เราเห็นสภาพเป็นยังไง มัว ๆ เหมือนกับบ้านธรรมดา หน้าตาในสำนักนั้นเหมือนคนธรรมดา


ตานี้ พระที่ท่านได้อภิญญาด้วย แล้วก็ได้อรหัตผลว่ากันยังงี้ก็แล้วกัน ได้อรหัตผลด้วย แล้วก็ทรงอภิญญาด้วย บอกว่าไม่ใช่ยังงั้น ความจริง พระยายมมีความสวยสดงดงาม มีวิมานเป็นที่อยู่ บางท่านย่องเขียนเอาไว้ว่า พระยายมเป็น "เวมานิกเปรต" เป็นเปรตจำพวกหนึ่งที่อยู่วิมาน ว่าเข้าไปนั่น นี่ไม่ใช่พระอรหันต์ว่านะ คนกินเหล้าเขียนหนังสือให้ชาวบ้านอ่าน เขาเขียนยังงั้น เขาเลยเอาอารมณ์เหล้ามาเขียน


สภาพสำนักพระยายม


เป็นอันว่า เวลานี้ท่านนั่งอยู่ใน "สำนักของพระยายม" แล้วมองดูไปข้างหน้า หันหน้าไป ทางทิศตะวันตก นะ เรานั่งทางด้านทิศตะวันออก บริเวณอาคารหลังใหญ่ ภายในเป็นห้องโถงใหญ่ มองเห็นหรือไม่เห็น ไม่เห็นก็นึกตามไปก็แล้วกัน เป็นห้องโถงใหญ่ มีทางเข้าอีกด้านหนึ่ง ทางเดียวกับที่พามา


แต่ว่าเป็นประตูที่ ๒ เข้ามาทางพื้นราบเรียบ แล้วในบริเวณนั้นตอนกลาง ๆ ตรงประตูเข้า เข้ามาพอดี มีบัลลังก์สำหรับนั่ง มีพระยายมนั่งคอยพิพากษาโทษสัตว์ คำว่า สัตว์ในที่นี้ ก็หมายถึง คนที่ลงไปในนรก ที่เขามาเชิญตัวไป มีบัลลังก์ตั้งอยู่ตรงกลาง


ด้านหน้าของพระยายม เบื้องขวามีเทวดาท่านหนึ่งนั่งอยู่ มีเครื่องทรงพื้นสีแดง เครื่องทรงประดับไปด้วยแก้วมณีแพรวพราว สวยงาม หน้าตาสดชื่น โต๊ะอีกโต๊ะหนึ่ง อยู่เบื้องซ้ายของพระยายม มีนายบัญชีใหญ่นั่งอยู่ ถือบัญชี แต่งเครื่องทรงมีพื้นเป็นสีเหลืองแล้วก็เครื่องทรง ที่เสื้อกางเกงก็ประดับไปด้วยแก้วมณี


พระยายมเองก็เหมือนกัน มีเครื่องทรงเป็นพื้นสีเหลืองเป็นทอง แล้วก็มีเครื่องประดับไปด้วยแก้วมณี ความจริง พระยายม ก็ดี เทวดา คนที่เป็นหัวหน้าใหญ่ฝ่ายติดตามคนที่ตายก็ดี นายบัญชีก็ดี มีความสวยสดงดงามหน้าตาอิ่มเอิบ สวยงาม มีอารมณ์ยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่มีใครหน้าบึ้งขึงจอ ไม่มีอาการดุร้าย ความโหดร้ายใด ๆ ไม่ปรากฏเลยในริ้วรอยของหน้าท่าน


อันนี้เรามาดูกันต่อไป ว่าพระยายมท่านจะทำยังไง โน่น..บรรดาท่านพุทธศาสนิกชน สำนักนี้ไม่มีเวลาว่างในการชำระความ เห็นไหม ข้างหน้านั่นใครตัวใหญ่ ๆ ในมือถืออาวุธ นำคนเข้ามาประมาณสัก ๕ - ๖ คน ทุกคนที่เดินติดตามเข้ามาหน้าซีดเซียว คล้าย ๆ กับว่าจะถูกพิพากษาลงโทษอย่างหนักเพราะกฎของกรรม


เมื่อเข้ามาถึงภายในแล้ว ทุกคนก็นั่งแสดงความเคารพแด่พระยายม พระยายมท่านก็หันไปถามนายบัญชีว่า คนนี้มีโทษอะไรบ้างในการทำความผิดในสมัยที่เป็นมนุษย์ นาย บัญชีก็เปิดบัญชีดู แล้วก็รายงานความผิด คือ การทำความชั่วในสมัยที่เป็นมนุษย์ของคนนั้น แล้วพระยายมก็ถามเขาว่าทำความชั่วอย่างนั้นจริงไหม

เรื่องของเมืองผี เวลาเขาชำระคดี ไม่ต้องหาพยาน ผีไม่สับปลับเหมือนคน คนเรานี่หน้าตาดี ๆ นะ แต่ความจริง ความจริงใจนี่นะอาจจะหาไม่ได้สำหรับคนที่มีหน้าตาสวยแล้วก็มีฐานะดี แต่ เมืองผีไม่เป็นยังงั้น เมืองผีไม่มีอะไรโกหกกัน เมืองผีไม่มีอะไรปกปิดกัน สิ่งใดจริงเขาก็รับว่าจริง สิ่งใดไม่จริงเขาก็รับว่าไม่จริง

สมมติว่า ท่านพระยายมถามถึงความโหดร้ายต่าง ๆ ต้องรับทุกอย่าง เรื่องนั้นจริงเจ้าค่ะ เรื่องจริง จริงขอรับ รับจริงหมดทุกข้อ เรียกว่า ความผิดที่ปรากฎในบัญชีนี่รับหมดทุกข้อ ไม่มีการปฏิเสธ แล้วคราวนี้พระยายมจะทำยังไง เมื่อจำเลยสารภาพโทษ ก็สั่งจำคุกลดกึ่งหนึ่งตามอำนาจของศาลในเมืองมนุษย์ยังงั้นรึ?


ความจริงยังก่อน ท่านพุทธศานิกชน ท่านจะเห็นน้ำใจของพระยายมกันตอนนี้ ฟังให้ดีนะ ฟังกันไว้ แล้วก็จำกันไว้ รู้ตามความเป็นจริง ในเมื่อคนใดก็ตามที่เข้าไปในสำนักของพระยายม เมื่อนายบัญชีกล่าวโทษโจทย์ความผิดที่แล้วมา เมื่อจบลงไปแล้ว แล้วก็สัตว์นรก คือ คนที่ตายไปแล้วรับไปตามความเป็นจริง ตอนนี้พระยายมยังไม่สั่งตัดสิน ยังไม่ลงโทษตามกฎของนรก กลับย้อนถามถึงความดี ว่าท่านเคยอยู่ในเมืองมนุษย์น่ะ

1. เคยให้ทานไหม?
2. เคยรักษาศีลไหม?
3. เคยไปฟังเทศน์ไหม?
4. เคยเจริญสมถกรรมฐานบ้างไหม?
5. ความจริงท่านถามยาว ถามทีละข้อ ๆ



สมมติว่า เคยให้ทานแก่สัตว์เดียรัจฉานบ้างไหม? เคยให้ทานแก่คนยากจนเข็ญใจบ้างไหม? เคยช่วงสงเคราะห์ทำกิจการงานต่าง ๆ กับเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงบ้างไหม? เคยทำงานเป็นส่วนสาธารณประโยชน์บ้างไหม? เคยช่วยเขาสร้างวัดวาอารามบ้างไหม? ใครเขาบอกบุญเรี่ยไร เคยทำบุญมาบ้างไหม? เคยรักษาศีลบ้างไหม? เคยฟังเทศน์ไหม? เคยเจริญสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน เคยบูชาพระ เคยไหว้พระ เคยไหว้พ่อไหว้แม่ด้วยความเคารพบ้างไหม? อย่างนี้เป็นต้น


เรียกว่า ความดีทุกอย่างที่จัดว่าเป็นบุญที่พระพุทธเจ้าทรงสอน พระยายมนำหัวข้อมาถามนำ ถ้าถามแล้ว คนที่ตายไปนั้น เรียกว่า สัตว์นรก เขายังไม่ตอบ เขายังนิ่งอยู่ ท่านก็ปล่อยให้คิดสักประเดี๋ยวหนึ่ง แล้วก็ย้อนถามขึ้นต้นใหม่


รวมความว่า ถามกัน ๓ รอบ ค่อย ๆ ถามจี้จุดทีละจุด แต่ว่าท่านคนใดที่ถูกสอบสวนปรากฏไม่มีเลย นึกไม่ออก เมื่อนึกไม่ออกแล้ว ท่าน ก็จะบอกว่า นี่..เสียใจเหลือเกินนะ ที่ความดีที่ทำไว้นึกไม่ถึง จิตของเธอเวลาจะตาย เวลาจะมาที่นี่ จิตน้อมไปส่วนอกุศลมาก ก็เห็นจะต้องเป็นไปตามกฎของกรรม ท่านว่าอย่างนั้น ท่านก็บอกว่า


เอ้า..ถ้ายังงั้น ถ้านึกถึงความดีที่ทำไม่ได้ละก้อ ก็เป็นไปตามกฎของกรรม แล้วต่อจากนั้นไปนายนิริยบาล (ผีรักษานรก) ก็นำลงนรกไป ไปที่ทะเลเพลิง ไปตามอำนาจของความผิด นี่ดูจริยาของพระยายม


แล้วบรรดาท่านพุทธศานิกชนที่มาด้วย นั่งฟังแล้วก็นั่งดู ดูหน้าของพระยายม ดูหน้าของเทวดาฝ่ายติดตามคน คือ หัวหน้าใหญ่นะ ดูหน้าของนายบัญชี ทุกคนมีแต่อารมณ์ยิ้มระรื่นชื่นใจ น่าชื่นใจ รูปร่างหน้าตาก็อิ่มเอิบสวยสดงดงาม มีผิวเนื้อละเอียดค่อนข้างเหลือง นี่..เราจะเห็นถึงความดุร้ายได้ยังไง


ตานี้ สมมติว่าบังเอิญที่เขาถามถึงความผิด สัตว์นรกรับหมด แต่ว่ามาถามถึงความดี พอถามถึงความดีเข้า บังเอิญสัตว์นรกคนใดคนหนึ่งก็ตาม นึกถึงความดีอย่างใดอย่างหนึ่งได้


สมมติว่าเขาถามถึงว่า เคยปล่อยสัตว์ที่มันจะถึงแก่ความตายบ้างไหม? ให้มันรอดจากความตาย ถ้าคนนั้นนึกขึ้นมาได้ว่า เคยปล่อย คำเดียวเท่านี้แหละ โทษกรรมใหญ่ ๆ ที่เคยทำมาแล้วทั้งหมด พระยายมบอกว่า งดไว้ก่อน ขอให้งดไว้ก่อน นี่ ความดีของเขายังมีอยู่ ให้ไปรับผลของความดีก่อน


เห็นไหม..น้ำใจของพระยายม น้ำใจของเจ้าหน้าที่ในสำนักของพระยายม ไม่ใช่น้ำใจของสัตว์นรก เป็นน้ำใจของพรหม พระยายมก็ดี นายบัญชีก็ดี เทวดาผู้เป็นหัวหน้าติดตามคนก็ตาม มีน้ำใจเต็มไปด้วยพรหมวิหารสี่


ฉะนั้น สำนักของพระยายมนี้จึงไม่มีใครรูปร่างน่าเกลียด น่ากลัว คนที่ทรงพรหมวิหารสี่ มีเมตตาเป็นปุเรจาริก คือ หน้าคอยยิ้มเสมอ อารมณ์สดชื่น แล้วน้ำใจก็สดชื่น แล้วจะมีอะไรเป็นที่น่าเกลียดน่ากลัวไม่มี หนังสือเขาเขียนผิดไปเองต่างหาก เขาเข้าใจพลาดไป คิดว่าสำนักของพระยายมมีแต่คนโหดร้าย

ที่มาธรรมะ http://board.palungjit.com

การให้ทานในแบบของพุทธศาสนา

ในสเตตัสก่อนผมเขียนไว้ไม่ครบ
อาจทำให้หลายท่านเข้าใจผิดบางประเด็น
จึงขอแจกแจงให้ละเอียดขึ้นครับ

เมื่อพูดถึง ‘การให้ทานในแบบของพุทธ’
ต้องเข้าใจว่าไม่ได้หมายถึงการถวายสังฆทาน
แต่มุ่งเอา ‘จิตคิดให้ เพื่อสละความตระหนี่’ เป็นหลัก

แต่เมื่อกล่าวถึงอานิสงส์แก่ผู้ให้และผู้รับ
นับเอาความสุข ความเจริญ
ที่ผลิดอกออกผลในปัจจุบันกาลและอนาคตกาล
พระพุทธเจ้าก็ตรัสจำแนกแจกแจงไว้ดังนี้

ทานอันดับหนึ่ง ไม่มีอะไรชนะได้ คือธรรมทาน
(สัพทานัง ธัมมทานัง ชินาติ)
ธรรมทานคือการให้ความรู้ ให้มุมมอง ให้แรงบันดาลใจ
ที่จะนำไปสู่การมีที่พึ่งให้ตนเอง ทั้งในการใช้ชีวิตนี้
และการเวียนว่ายตายเกิดต่อๆไปในชีวิตหน้า
ยกเอาสิ่งที่จะทำให้เห็นชัดว่าทำไมธรรมทานจึงเป็นที่หนึ่ง
ต้องดูจากที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า
การตอบแทนพ่อแม่อันสมน้ำสมเนื้อกับที่ท่านให้ชีวิตเรา
คือการทำให้พ่อแม่ (ซึ่งยังไม่เข้าใจธรรม)
ได้เกิดศรัทธาที่ตั้งมั่นในธรรม มีใจตั้งมั่นในทานและศีล
ถ้าทำได้ ก็เรียกว่าเป็นการให้ธรรมเป็นทานอันยิ่งใหญ่ที่สุด
เพราะช่วยผู้ให้กำเนิดชีวิตเรา ปลอดภัยในการเดินทางไกล
ต่อให้ลูกกตัญญู แบกพ่อแม่ไว้บนบ่าให้อึฉี่รดหัวเราตลอดอายุขัย
ก็ยังไม่ชื่อว่าตอบแทนได้เท่าการให้ธรรมเป็นทานแก่พวกท่าน

ทานอันดับสอง คือการรักษาศีล
เพราะเมื่อรักษาศีลแล้ว
สัตว์ที่มีสิทธิ์ได้รับความเดือดร้อนจากการเบียดเบียนของเรา
หรือคู่เวรที่จำต้องถูกเราประหัตประหารหรือทำร้ายกัน
ก็จะได้รับการปลดปล่อยจากเขตอันตราย
หรือได้รับการปกป้องให้ปลอดภัยจากศีลของเรา
แม้เขาทำให้เราผูกใจเจ็บ ก็ได้รับอภัยทานจากเรา
ไม่ต้องตีกันไปตีกันให้เจ็บช้ำน้ำใจกันยืดเยื้อต่อไปอีก

ทานอันดับสาม คือการให้ทรัพย์ ให้แรงงาน ให้กำลังสมอง
เมื่อให้สิ่งที่เรามีเป็นทาน ย่อมได้ชื่อว่าสละความหวงแหน
อันเป็นเหตุให้เกิดความยึดมั่นถือมั่น
นับเป็นต้นทางหลุดพ้นจากการยึดติดผิดๆ

ประเด็นคือการให้ทรัพย์ ให้แรงงาน ให้กำลังสมองนั้น
ถ้าจะดูว่าให้กับใครจัดว่าให้ผลใหญ่ที่สุด
ก็ต้องมองว่า ‘ผู้มีจิตบริสุทธิ์’ หรือ ‘ผู้พยายามทำจิตให้บริสุทธิ์’
คือผู้ที่ทำให้เรารู้สึกดีที่สุด
ลองเทียบดูระหว่างช่วยพระกับช่วยโจร
อย่างไหนทำให้ปลื้มมากกว่ากัน

การทำทานกับสมณะในพุทธศาสนานั้น ถือว่าเลิศสุด
(ย้ำว่าในมุมมองของพุทธเรา)
ดังเช่นที่ในพระไตรปิฎกกล่าวไว้หลายแห่งว่า
เป็นเหตุให้มีจิตผูกพันกับพุทธศาสนา
เป็นปัจจัยให้เข้าถึงมรรคผลนิพพาน

ทั้งนี้ทั้งนั้น การช่วยทุกอย่าง มีผลดีหมด
อย่างเช่น ช่วยกลับใจโจร
ก็ได้ผลเป็นความไม่เดือดร้อนของเราเองในปัจจุบัน
และในกาลข้างหน้าเมื่อเราหลงผิด
ก็ย่อมมีผู้มาช่วยเปลี่ยนความคิดให้เห็นถูกเห็นชอบได้ง่าย เป็นต้น ครับ

ที่มา Dungtrin