"การให้ทานในแบบของพระพุทธศาสนา"
สามารถอ่านได้ที่ด้านล่างเว็บนะครับ

วันศุกร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

จิตเป็นของแปลกประหลาดและน่าอัศจรรย์ : หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

 

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
เทศน์อบรมพระ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร
เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๐๕

จิตเป็นของแปลกประหลาดและน่าอัศจรรย์



การฝึกหัดเบื้องต้นก็ต้องมียากเป็นธรรมดา แม้ว่าท่านผู้ตั้งใจทำจริง ๆ มีหน้าที่แก้ไขกิเลสโดยถ่ายเดียว เช่นกับนักบวช เป็นต้น การฝึกฝนอบรมเบื้องต้นรู้สึกลำบาก บางทีถึงกับจะให้เกิดความท้อใจ ให้สงสัยตัวเองว่าจะไปรอดหรือไม่รอด พร้อมกับสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ซึ่งเป็นข้าศึกต่อนิสัยของปุถุชนจะพึงปรารถนา สถานที่บางแห่ง เช่นในป่าในเขา เวลาเราไปอยู่ในที่เช่นนั้น สิ่งที่ทำความลำบากย่อมมีมาก เพราะสถานที่เราอยู่ห่างไกลจากหมู่บ้าน บางแห่งถึง ๖-๗ กิโลเมตรก็มี ตื่นเช้าพอสว่างออกบิณฑบาต กว่าจะกลับไปถึงที่ก็จวนเที่ยง จากนั้นแล้วพยายามฝึกหัดรู้ความเคลื่อนไหวของใจ

ตามธรรมดาของใจย่อมมีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา มีความคิด ความเห็นมากอย่าง ต้องพยายามฝึกหัดติดตามความเคลื่อนไหวของเรา ความชำนาญและความมีสติจะเริ่มปรากฏตัวขึ้นมา ตามธรรมดาของใจย่อมเป็นนิสัยชอบกดขี่บังคับเสมอ ถ้าปล่อยตามอำเภอใจจะเป็นการลำบากทีเดียว เช่นเราอยู่ในวัด ซึ่งเป็นสถานที่ธรรมดา จิตก็ฝึกหัด จิตอบรมยาก จะหยั่งเข้าสู่ความสงบแต่ละครั้งรู้สึกลำบาก พอแยกย้ายออกจากสถานที่เช่นนั้นเข้าไปอยู่ที่เปลี่ยว ซึ่งเป็นสถานที่น่ากลัว ใจก็ไม่ค่อยจะได้ถูกบังคับเท่าไร ก้าวลงสู่ความสงบได้ง่าย ทั้งวันทั้งคืนเราอยู่ด้วยความมีสติ ใจในเมื่อมีสติเป็นเครื่องปกครองรักษาแล้ว ภัยที่จะเกิดขึ้นให้ได้รับความเดือดร้อน หรือฟุ้งซ่านรำคาญก็ไม่ค่อยมี จะมีแต่ความเงียบและความเย็นใจตลอดเวลา

ถ้าเราจะพิจารณาในทางปัญญา ตรองดูสภาวธรรมที่มีอยู่รอบตัวเราก็จะพิจารณาได้สะดวก เพราะจิตอยู่ในกรอบ มีสติเป็นรั้วกั้น ความเยือกเย็นเป็นไปทั้งกลางวันกลางคืน เมื่อใจเรามีความสงบมากเท่าไร ความแน่นหนามั่นคงของใจก็ยิ่งเพิ่มกำลังขึ้น การรวมสงบจิตก็อยู่ได้นาน ความสงบของจิตไม่มีเพียงชั้นเดียว ยังมีหลายชั้น คือจิตรวมลงไปชั้นหนึ่ง ไม่สู้จะละเอียดเท่าไร ถึงชั้นที่สองละเอียดลงไปมาก ถึงชั้นที่สามกายก็ไม่เหลืออยู่ในความรู้สึกนั้น ไม่ปรากฏอันใดทั้งสิ้น เหลือแต่ธรรมชาติความสุขและมีสติกับความรู้เท่านั้น ขณะจิตได้รวมลงเช่นนั้น จะว่าเรารักษาจิตด้วยสติก็ไม่ถนัด สติกับความรู้เลยกลายเป็นอันเดียวกัน ไม่ทราบว่าใครจะพยายามรักษาใคร รู้อยู่เท่านั้น แม้อวัยวะจะมีอยู่ก็ไม่ปรากฏ

เมื่อรู้สึกว่ากายของเราไม่มีแล้ว เวทนาก็หมดไป ไม่มีอันใดเหลือ นี้เรียกว่าจิตลงอย่างละเอียดเต็มที่ และพักอยู่ได้นานๆ บางครั้งตั้งสามสี่ชั่วโมงก็ยังไม่ถอนขึ้นมา เมื่อถอนขึ้นมาแล้ว เราจะกำหนดย้อนคืนไปในอดีต และความเป็นอยู่ของเราในขณะรวมและพักสงบอยู่ รู้สึกว่าเป็นของที่แปลกประหลาดและน่าอัศจรรย์มาก ความเห็นภัยในวัฏสงสารก็มีกำลังมากขึ้น ความเห็นคุณที่จะยกฐานะคือจิตใจของตนให้ก้าวขึ้นระดับสูงขึ้นไปกว่านั้น ก็มีกำลังกล้าอีกเช่นเดียวกัน เวลาจิตถอนออกมาแล้ว ถ้าจิตควรแก่การพิจารณาด้วยปัญญา ก็ต้องค้นคว้าในความเป็นอยู่ของกาย จนกระทั่งว่ากายของเราทุกส่วนได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ด้วยปัญญาจนเพียงพอ ไม่มีส่วนใดๆ จะยังเหลืออยู่ให้เป็นตัวอุปาทาน คือความยึดมั่นในส่วนกาย

เมื่อปัญญาได้พิจารณาส่วนร่างกายจนเพียงพอถึงกับได้ถอนอุปาทาน คือถือมั่นในกายจนไม่มีอะไรเหลือแล้ว ต่อจากนั้นจะเป็นสภาพที่ว่างเปล่า แม้จะปรุงขึ้นมาก็สักแต่ว่าปรากฏชั่วขณะเดียว เหมือนอย่างฟ้าแลบก็ดับไป เป็นความว่างประจำจิต คำว่า ความว่างประจำจิตนี้เป็นความว่างจากร่างกายอันนี้ และจะเหลือภาพอันหนึ่งขึ้นที่จิต แต่อาศัยภาพของกายอันหยาบนี้ไปปรากฏอยู่ภายใน ก็พิจารณาภาพนั้นให้เป็นไปลักษณะเช่นเดียวกับส่วนแห่งกายทั้งหลาย เมื่อปัญญาพอแล้ว ภาพภายในนี้ก็ดับไป ไม่มีอะไรเหลือ จะเหลือแต่ความว่างกับจิต แม้เราจะปรุงในส่วนรูปกาย หรือปรุงขึ้นเป็นต้นไม้ ภูเขา ตึกรามบ้านช่อง ก็จะปรากฏคล้ายกับสายฟ้าแลบเท่านั้น ก็ดับไปพร้อมกัน

ข้อนี้จะเป็นเพราะอำนาจปัญญา หรือเพราะเหตุไรก็สันนิษฐานยากอยู่ แต่ก่อนเราพิจารณาคล่องแคล่วในส่วนร่างกายนี้ จะให้ตั้งอยู่นาน หรือจะขยายแยกส่วนแบ่งส่วนให้เล็กให้โตก็ได้ เมื่อถึงปัญญาขั้นนี้ปรากฏการณ์จึงแปรรูปไปเป็นลำดับ เช่น รูปกายที่เราได้พิจารณาให้ตั้งอยู่ หรือขยายแยกส่วนแบ่งส่วนได้ตามต้องการ หรือให้ตั้งอยู่นานเท่าไรก็เท่านั้น มันก็ดับไปหมด เราจะยับยั้งไว้ไม่ได้เหมือนที่เคยเป็นมา พอตั้งขึ้นก็ดับไปพร้อม ๆ กัน กลายเป็นอากาศธาตุว่างไปหมด ไม่เพียงแต่ว่าส่วนแห่งกายและจิต แม้สภาวะทั่ว ๆ ไปทั้งด้านวัตถุ เช่น ต้นไม้ ภูเขา เวลาเรามองดูด้วยสายตาของเราก็เห็นชัด แต่เมื่อพลิกสายตากลับมาเท่านั้นแล้ว สภาพต้นไม้ ภูเขา ปรากฏขึ้นในจิตแทนกับสายตาของเราที่เคยเห็น จะปรากฏในมโนภาพเพียงขณะเดียวก็ดับ สิ่งที่คงเหลืออยู่ก็คือความว่างเท่านั้น ความว่างอันนี้เป็นอารมณ์ของจิต หากว่าปัญญาไม่รอบคอบจะต้องติดในความว่างอันนี้เหมือนกัน เพราะความว่างนี้เป็นอารมณ์ของจิต หรือสิ่งที่จะทำให้ติดได้

ความว่างกับจิตคล้ายกับว่าเป็นอันเดียวกัน แต่ไม่ใช่อันเดียวกัน เมื่อเราพิจารณาให้ชัดจะเห็นความว่าง และเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณปรากฏเด่นอยู่ในจิต ส่วนร่างกายเมื่อปัญญาพอแล้วต้องปล่อยวางจริง ๆ เราจะกำหนดขึ้นมาพิจารณาแยกส่วนแบ่งส่วนเหมือนอย่างที่ทำมานั้นเป็นไปไม่ได้ ยังเหลือแต่เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ต้องพิจารณาตามสภาพของส่วนนั้น ๆ เช่นเดียวกับร่างกาย มีไตรลักษณะเป็นต้น แต่ว่าการพิจารณาในอาการทั้ง ๔ คือ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เรามีความดูดดื่มหรือพอใจในส่วนใดก็ตาม เป็นเหตุที่จะให้เข้าใจในอาการนั้น ๆ ชัดเจนเช่นเดียวกัน การทดสอบ การพิสูจน์ในความเกิดขึ้นแห่งความคิด ความปรุง หรือความสำคัญใดๆ ที่เป็นขึ้นในจิต ก็จะเห็นในทุกขณะที่บังเกิดขึ้น ตั้งอยู่หรือดับไป

ถ้าปัญญาของเรารู้เท่าแล้ว นั่งอยู่ที่ไหน ธรรมกับใจจะสัมผัสกันอยู่ตลอดเวลา ความสัมผัสแห่งธรรมกับใจนั้น แสดงถึงเรื่องไตรลักษณะเป็นส่วนๆ แม้ไม่ต้องนึกคิดไปถึงส่วนภายนอกว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาก็ตาม เพราะส่วนภายนอกกับส่วนแห่งกายนี้เป็นประเภทเดียวกัน ส่วนที่ละเอียดคือ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ซึ่งเป็นภายในล้วนๆ เราพิจารณาเป็นไตรลักษณะ เฉพาะเป็นความสัมผัสซึ่งเกิดขึ้นจากใจ พอสัมผัสอะไรรู้ได้ในขณะนั้น เมื่อเราเห็นไตรลักษณะ หรือว่าเป็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา เพราะผ่านมาแล้ว จึงยังเหลืออยู่แต่ไตรลักษณะภายใน คืออาการของจิตกับจิตซึ่งเป็นตัวอุปาทานเท่านั้น ในเรื่องของสติกับปัญญา จักกำหนดก็ตามไม่กำหนดก็ตาม จะต้องไหวตัวไปตามสิ่งที่มาสัมผัส จะกลายเป็นสติอัตโนมัติไปในตัว คือไหวตัวอยู่ตลอดเวลาในอิริยาบถทั้งหลาย

คำว่า “ปัญญาอัตโนมัติ” นั้น หมายความว่า ปัญญาเป็นไปโดยลำพังตนเอง ไม่มีใครบังคับบัญชา ไม่เหมือนปัญญาในเบื้องต้นซึ่งเป็นไปโดยเชื่องช้า ถ้าจะเทียบก็เหมือนเมื่อเราเริ่มเรียนหนังสือ ทีแรกเรียนสระ เรียนพยัญชนะ แล้วก็มาฝึกหัดการผสมสระ พยัญชนะ อ่านเป็นเนื้อความ เช่น เด็กที่กำลังฝึกใหม่จะอ่านคำว่า “ท่าน” ต้องคิดถึงตัว “ท” คิดถึงสระอา คิดถึงตัว “น” คิดถึงไม้เอก แล้วนำมาผสมกันจึงจะอ่านว่า “ท่าน” ปัญญาในเบื้องต้นต้องเป็นอย่างนี้ พยายามค่อยฝึกหัดค้นคว้าไตร่ตรองอย่างนั้น เรียกว่าปัญญาที่อาศัยความบังคับเป็นพี่เลี้ยง ถ้าไม่อาศัยความบังคับปัญญาก็เดินไม่ได้ และอาศัยสัญญาหมายไว้ก่อน ปัญญาค่อยตรองตาม

ถ้าจะเทียบอุปมาแล้ว ส่วนแห่งร่างกายหรือสภาวธรรมนั้น เป็นเหมือนกับแผ่นกระดาษ สัญญาเป็นเหมือนเส้นบรรทัดซึ่งมีอยู่ในกระดาษนั้น ปัญญาเป็นเหมือนผู้เขียนหนังสือ ตรองไปตามสัญญาที่คาดเอาไว้ ถ้าปัญญามีความชำนาญแล้วในอิริยาบถทั้ง ๔ จะเป็นอิริยาบถที่เต็มไปด้วยความเพียร มีสติปัญญาเป็นเครื่องรักษาตน สิ่งที่มาสัมผัสก็แสดงว่าเริ่มเกิดภูมิรู้ ความสัมผัสจะต้องไปสัมผัสที่ผู้รู้และกระเทือนถึงผู้รู้ เรื่องสติปัญญาก็จะต้องวิ่ง หรือไหวตัวไปตามสิ่งที่มาสัมผัส เช่นเดียวกับแสงสว่างที่ปรากฏขึ้นกับดวงไฟฉะนั้น เพราะขณะที่เราพิจารณาอยู่ในสภาวธรรม หรือตัวของเรา ซึ่งเป็นอริยสัจอยู่แล้ว มรรคคือข้อปฏิบัติ ได้แก่สติกับปัญญาที่จะพิจารณาไปตามสภาวธรรมซึ่งมาสัมผัส จึงเป็นไปตลอดเวลา จิตจึงกลายเป็นปัจจุบันจิต นี่เรียกอย่างย่อๆ

ปัญญาเพียงพอในการพิจารณากายต้องปล่อยในกายฉันใด ปัญญาเพียงพอในเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ก็ปล่อยได้ฉันนั้น เบื้องแรกใจของเราจะต้องเห็นดีเห็นชั่วนอกไปจากใจ เข้าใจว่าดีกับชั่วนี่อยู่ที่อื่น เช่น เราตำหนิติชมในรูป เสียง เป็นต้น เข้าใจว่าดีกับชั่วมีอยู่ในรูป เสียง จึงสำนึกเลยไปว่า ความคิดว่าดีว่าชั่ว หรือพอใจในความชั่วในสิ่งชั่วนั้น เกิดขึ้นจากสิ่งที่เราเพ่งเล็ง เมื่อปัญญายังไม่สามารถจับจุดความผิดซึ่งเกิดจากตัวเองได้ จึงเห็นสิ่งที่มาสัมผัสว่าเป็นของควรยึดถือไปหมด ส่วนรูปหรือเสียงเป็นต้นนั้นเป็นสภาพอันหนึ่ง ที่จะเป็นเหตุให้ความรู้สึกไปสัมผัสเข้าไปแล้วก่อตัวขึ้นมา คือก่อเรื่องที่น่ารักน่าชังเป็นต้นให้เกิดขึ้น

การพิจารณาในสภาวธรรมทั้งหลายก่อนที่จะปล่อยวางได้ เช่น กาย ต้องเห็นความเป็นจริงของส่วนแห่งร่างกายนั้น จนหมดความตำหนิติชมในกาย จึงจะปล่อยวางได้ ส่วนเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ก็เห็นว่าเป็นสภาพความจริงอย่างหนึ่ง จึงจะปล่อยวางได้ ส่วนสำคัญที่สุดคือผู้รู้ซึ่งเป็นรากฐานแห่งอาการทั้ง ๕ รูปกายนี้ปรากฏขึ้นมาได้เพราะเหตุแห่งใจดวงนี้ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ แต่ละอย่างก็เหมือนกับกิ่งแขนงของต้นไม้ พิจารณาจนชำนาญประสานกันกับความรู้ และสิ่งที่เกิดขึ้นจากความรู้ เมื่อพอแล้วก็จะเห็นความรู้อันนั้นว่าสังสารจักรปฏิเสธสิ่งอื่น ว่าเป็นสังสารจักร เป็นตัวกิเลสตัณหาและอวิชชาใด ๆ

การพิจารณาต้องรู้รอบและปล่อยวางได้ เพราะถ้ายังไม่เห็นโทษในความรู้ของตนเองก็จะยกความรู้ขึ้นเหยียบย่ำในสิ่ง ทั้งหลายที่ตนเข้าใจว่าตนรู้ แท้จริงความรู้ชนิดนี้เป็นความรู้ภายใต้ของอวิชชาต่างหาก จนกว่าจะรู้รอบความรู้นี้อีกครั้งหนึ่ง เพราะความรู้นี้เป็นตัวเหตุตัวการที่จะก่อความรัก ความชัง ความดี ความชั่ว หรือความสุข ความทุกข์ทั้งหมด มันก่อตัวขึ้นจากความรู้อันนี้ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญ

ลืมเรียนให้ทราบตอนว่า เมื่อจิตได้ปรากฏเข้าสู่ความว่างเปล่าแล้ว ความรู้ที่ว่านี้เป็นความรู้แปลกมากเหมือนกัน คล้าย ๆ กับว่าเป็นความรู้ที่มีรสชาติ และอัศจรรย์ เลยเข้าใจว่านั้นเป็นนิพพานแล้วติดได้เหมือนกัน ที่จริงควรพิจารณาความว่างเปล่าและผู้รู้อันนั้น กับอาการที่เกิดขึ้นจากผู้รู้นั้นแล เป็นอารมณ์พิจารณาทวนไปทวนมาไม่หยุดยั้ง จนเห็นโทษแห่งความรู้เช่นเดียวกันกับสภาวะส่วนอื่นๆ ทั้งหยาบ กลาง ละเอียดแล้วนั่นแหละ จึงจะมีโอกาสปล่อยวางได้ แต่อาการปล่อยวางไม่ใช่ปล่อยเอาเฉย ๆ ตามที่เราคาดกัน จะต้องมีสภาพอันหนึ่งซึ่งจะให้นามก็ลำบากเหมือนกัน แต่พอเข้าใจได้ว่ามันตัดสินขึ้นมาเอง

ขณะนั้นเรียกว่าขณะถอดถอนตนเอง หรือกลับเข้ามารู้ตนเอง เมื่อเรากลับเข้ามารู้ตนเองและปล่อยวางตนเอง จะมีขณะอันหนึ่งซึ่งเป็นขณะที่ไม่เคยมี และไม่เหมือนกับขณะจิตที่รวม ขณะจิตที่สงบ แต่ขณะจิตที่ตัดภพ ตัดชาติ ตัดสมมุติ หรือทำลายความอัศจรรย์ของจิตดวงสมมุตินี้นั้น เป็นขณะอันหนึ่งซึ่งเป็นสิ่งที่อัศจรรย์ ทั้งไม่เคยประสบมาแต่กาลไหนๆ ได้เกิดขึ้นมาเอง โดยที่ใคร ๆ ไม่ได้คาดหมายเอาไว้ เราจะว่าจิตของเรามีความเผลอไปในสิ่งใดก็ไม่ใช่ จะว่าจดจ่ออยู่กับอะไรก็ไม่เชิง คล้าย ๆ กับว่าขโมยมาสอยเอาสิ่งของเวลาเราเผลอฉะนั้น

ขณะจิตอันหนึ่งซึ่งเป็นธรรมชาติที่แปลกและอัศจรรย์ยิ่งกว่าธรรมชาติใด ๆ มาปรากฏขึ้นในขณะเดียวเท่านั้น เพราะขณะจิตนั้นได้ทำงาน หรือว่าลบล้างความหลงของตนเองสิ้นสุดลงไปแล้วนั้นแล เราจึงจะเห็นโทษแห่งความเป็นมา ผ่านมาเอง เราจะเห็นโทษแห่งปฏิปทาที่เป็นมาที่ลุ่มๆ ดอนๆ คือ มีทั้งผิดทั้งถูกสับสนระคนกันไป เหมือนข้าวสารกับแกลบรำฉะนั้น และคุณแห่งปฏิปทาของเราที่ได้ปฏิบัติมาแต่ต้นจนถึงจุดนี้ ว่าเป็นสวากขาตธรรม และเป็นนิยยานิกธรรมโดยแท้ ฉะนั้นเมื่อขณะจิตนั้นได้ทำงานสิ้นสุดลงไปแล้ว ไม่เห็นมีเรื่องอะไรที่จะเป็นปัญหาให้ขบคิดต่อไปอีก นอกจากใจดวงเดียวเท่านั้นไปก่อเรื่องราวทั้งหลาย แล้วนำมาเผาลนตนเองให้เดือดร้อนเท่านั้น จึงมีให้นามว่าปัญหาโลกแตก คือปัญหาหัวใจ

บาลีท่านว่า ยถาภูตํ ญาณทสฺสนํ รู้เห็นตามเป็นจริงตามสภาวะนั้นๆ จึงหมดการตำหนิติชมในสภาวธรรมทั่วๆ ไป พร้อมทั้งการตำหนิติชมในตัวเอง สมมุติภายในและภายนอกก็ยุติกันลงได้ สิ่งทั้งหลายภายในจิตก็ไม่มี จิตนั้นเป็นวิสุทธิจิตจึงพ้นจากสมมุติไป ท่านเรียกชื่ออีกว่าวิมุตติ ที่ให้ชื่อเช่นนั้นถ้าจะเปรียบเทียบแล้วก็เหมือนกับชื่อของวัด จะเป็นวัดใดก็ตาม ยกตัวอย่าง เช่น วัดบวรนิเวศ ท่านติดป้ายไว้หน้าวัดบวรฯว่า วัดบวรนิเวศ การติดป้ายไว้นั้นติดไว้เพื่อใคร พระเณรในวัดบวรฯ รู้แล้ว ไม่เห็นจำเป็นที่จะต้องมาอ่านป้ายวัดนี้คือวัดบวรฯ ก่อนจะเข้าออกจากวัด หรือจะหลับนอน ที่ติดไว้ก็เพื่อคนที่ไม่รู้จักวัดบวรฯ เขาจะอ่านที่ป้ายและรู้ว่า อ้อ นี้คือวัดบวรฯ

ท่านให้ชื่อว่าวิมุตติก็เช่นเดียวกัน สำหรับท่านที่หลุดพ้นไปแล้วจะให้ชื่อว่า วิมุตติ หรือนิพพาน ไม่เห็นจำเป็นอะไร แต่ก็ตั้งชื่อเป็นกรุยเป็นหมายเพื่อให้โลกที่มีสมมุติให้รู้กัน และเพื่อท่านผู้ปฏิบัติทั้งหลายจะได้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจ และเพิ่มกำลังความเพียรเพื่อนิพพาน แต่เมื่อเข้าถึงธรรมคือนิพพานแล้ว มันก็หมดปัญหาไปตามๆ กัน ความสำคัญว่าตนโง่ตนฉลาดก็หมดไป ความสำคัญว่าตนเศร้าหมอง หรือผ่องใสก็หมดไป เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสมมุติทั้งนั้น ธรรมชาตินั้นไม่ใช่สิ่งเหล่านี้ จึงเข้ากันไม่ได้

สิ่งใดที่จะมาสัมผัสในทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็สักแต่ว่าเท่านั้น เพราะจิตหมดเรื่องแล้ว สิ่งทั้งหลายจึงไม่มีเรื่อง พลอยหมดไปตาม ๆ กัน เครื่องกังวลและภาระใดๆ ทั้งที่เป็นส่วนหยาบ ส่วนกลาง และส่วนละเอียด หยุดการรักษา คำว่ารักษาหมายถึงจิตโดยเฉพาะ ไม่ได้หมายถึงมรรยาททางกาย วาจา เช่น มีแผลอยู่ในอวัยวะของเราส่วนใดส่วนหนึ่ง ซึ่งรักษายังไม่หายสนิท เราจะต้องพยายามรักษาและระวังสิ่งที่มากระทบ และพอกยา ทายาอยู่เสมอ จนกว่าจะหายสนิท

ที่มา http://board.palungjit.org

เรื่อง "อุบายภาวนารักษาจิต" : หลวงปู่ชา สุภัทโท





เหมือนเด็กในบ้านเรานั่น เด็กในบ้านมันซน
จะทำยังไงมันไม่หยุดมันไม่นิ่งจะทำยังไง

เอาลูกโป่งมาให้มันเล่นเสีย
มันก็เพลินกับลูกโป่งของมันสบาย

มันก็ไม่ร้อง มันก็ไม่วุ่นวายเพราะอะไร
เอาเครื่องเล่นมาให้มันๆ ก็เพลินกับลูกโป่งนั่นแหละ

จิตนี้ก็เหมือนกัน เมื่อมันวุ่นวายวอกแวกอยู่
หาอารมณ์ให้มันเล่นเอาอะไรบ้าง ..

พุทธานุสติบ้าง ธรรมานะสติบ้าง สังฆานุสติบ้าง
สีลานุสติบ้าง จาคานุสติบ้าง เอามาณานุสติบ้าง
ให้มันพิจารณาความตายบ้าง ..

ความผิด ในความถูก
หลวงปู่ชา สุภัทโท

วันพุธที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เสือเทพนิรมิต (หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต)

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

พระที่ท่านชอบอยู่ป่าอยู่เขาอยู่ถ้ำและเงื้อมผา รู้สึกมีเรื่องสะดุดใจให้ท่านผู้อ่านได้คิดอยู่มากกว่าที่พักอยู่ในที่ธรรมดา ดังท่านอาจารย์องค์ที่กำลังนำลงอยู่เวลานี้ แม้จะถวายนามท่านว่า “นักเผชิญ” ก็ไม่น่าจะผิดและเสียความเคารพ เพราะการเผชิญก็เพื่อบุกเบิกหาธรรมของจริง การถวายนามก็อนุวัติไปตามปฏิปทาของท่านที่หนักไปในทางเป็นนักต่อสู้หรือเผชิญ โดยไม่ลดละล่าถอยให้เหตุการณ์นั้นๆ หัวเราะเยาะได้ การเป็นนักต่อสู้ในขณะที่กำลังเผชิญกับเหตุการณ์นี้ ท่านยังจะได้อ่านเรื่องของท่านไปเรื่อยๆ จนกว่าจะยุติ นี่ก็กำลังนำท่านผู้อ่านชมเหตุการณ์ที่ท่านเผชิญมา

คือขณะที่ท่านพักอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง คืนนั้นเดือนหงายฟ้าขาว เดือนดาวสว่าง อากาศปลอดโปร่งสบาย ท่านกำลังเดินจงกรมอยู่หน้าถ้ำ ขณะนั้นได้มีเสือโคร่งใหญ่ตัวหนึ่งใหญ่มาก ท่านว่าศีรษะกลมๆ ของมันเท่าที่เห็นแล้ว ถ้าจะให้พูดตามความถนัดใจแล้วอยากพูดว่าใหญ่เท่าโอ่งน้ำเราดีๆ นี่เอง ทีแรกได้ยินเสียงมันคำรามเป็นเชิงขู่ให้กลัว อยู่ห่างจากท่านประมาณสิบวา พอเปลี่ยนจากคำรามก็เป็นกระหึ่ม และกระหึ่มอย่างเต็มเสียงของมัน จนปรากฏสะเทือนไปทั่วภูเขา ตอนมันเริ่มคำรามมองไปไม่เห็นตัวได้ยินแต่เสียง สักครู่ต่อมาก็ได้เห็นมันโผล่เข้ามาหาท่านด้วย ทั้งเสียงกระหึ่มอย่างเต็มที่ และเดินเข้ามาหยุดยืนและนั่งแบบสุนัขนั่ง ไม่หมอบทำท่าจะทำอะไรท่านเลย นั่งอยู่ห่างท่านประมาณสองวา มองเห็นได้ถนัดชัดเจนตลอดลวดลายของมัน เพราะไฟเทียนไขที่จุดเดินจงกรมก็สว่างไสวอยู่ขณะนั้น
เมื่อท่านเห็นมันมานั่งอยู่ต่อหน้า ท่านนึกขึ้นมาในใจว่า เสือโคร่งตัวนี้จะมาทำไมกัน ดินทั้งแผ่นที่กว้างแสนกว้าง มันทำไมไม่ไป แต่มาคิดสร้างความสนุกบนหัวใจคนซึ่งกำลังกลัวๆ เอาอะไรกัน ท่านยืนดูมันที่กำลังนั่งกระหึ่มสนุกอยู่ครู่หนึ่ง ในใจมีรู้สึกเสียวๆ บ้างเพียงเล็กน้อย ไม่แสดงความกลัวออกมาอย่างเปิดเผยอะไรเลย จึงค่อยเดินเข้าไปหาและพูดกับมันว่า ที่นี่เป็นที่ของพระท่านบำเพ็ญสมณธรรมต่างหาก มิใช่ทำเลเที่ยวของเธอนี่นา ขึ้นมาทำไมกัน โน้นไปเที่ยวสนุกสนานกับหมู่เพื่อนของเธอโน้นซิ ไปเสีย พระก็มิใช่พระอิฐพระปูน สิ่งน่ากลัวก็ต้องกลัวเหมือนสัตว์ทั่วไปนั่นแล

พอพูดจบก็ก้าวเข้าไปหามัน ท่านว่าท่านเดินเข้าไปจวนจะถึงตัวมันประมาณเมตรเศษเท่านั้น มันจึงโดดหนี ปุบเดียวไม่ทราบหายไปไหน และหายไปอย่างรวดเร็วยังกับปาฏิหาริย์ มองดักหน้าดักหลังที่ไหนก็ไม่เห็น ทำให้แปลกใจไม่หายแต่บัดนั้นเป็นต้นมา เพราะสถานที่ท่านพักอยู่และที่ที่เสือโคร่งใหญ่ตัวนั้นมานั่งอยู่ก็เตียนโล่ง ไม่มีอะไรปิดบังกีดขวางพอจะมองไม่เห็นขณะที่มันโดดหนีไป จึงทำให้ท่านแปลกใจตลอดมา พอมาหาท่านอาจารย์มั่น ได้โอกาสจึงเล่าถวายท่านและเรียนถามถึงเรื่องเสือที่โดดหายตัวไปอย่างรวดเร็วนั้น ว่าเป็นเพราะเหตุไร

ท่านอาจารย์มั่นชี้แจงให้ฟังว่า นั่นมิใช่เสือจริง แต่เป็นเสือเทพบันดาลต่างหาก เพราะพวกเทพมีฤทธิ์มากผิดมนุษย์เรา สามารถจำแลงกายหยาบกายละเอียด หรือนิรมิตเป็นสัตว์เป็นเสือหรือเป็นคนหญิงชายต่างๆ ได้ไม่ติดขัด บางครั้งเวลาเขามาหาเรา ยังมาในรูปต่างๆ ได้ในเทพคนเดียวกัน เสือตัวที่มาหาท่านนั้น ถ้าเป็นเสือจริงลงได้ตั้งหน้ามาขนาดนั้น ต้องมีความมุ่งหวังจะกินคนเป็นอาหารแน่นอนถึงได้มา ทั้งที่รู้อยู่ว่าคนซึ่งเป็นที่เกรงขามของสัตว์ของเสือทั้งหลาย เสือที่เทพบันดาลใจก็มี เสือที่เทพนิรมิตเองก็มี แต่เสือที่มาหาท่านนั้นเป็นเสือเทพนิรมิต ฉะนั้นการโดดหนีของเสือตัวนั้นจึงรวดเร็วผิดธรรมดาจนมองไม่ทันว่าไปยังไงมายังไง

สำหรับผมมันเคยชินกับพวกสัตว์เสือ เทวบุตรเทวธิดามาแล้ว เวลาไปอยู่ในป่าในเขาคนเดียว การอยู่ก็อยู่เพราะธรรม เนื่องจากธรรมมีอำนาจมาก สัตว์ทั้งหลายเคารพรัก ใจที่มีธรรมย่อมทรงอำนาจในตัวเอง แต่อำนาจทางธรรมไม่เหมือนทางโลก ซึ่งคอยแต่จะกำเริบอยู่เสมอ ผู้ถูกข่มขู่นั้นกลัวจริงในขณะที่ถูกขู่ แต่ใจไม่ยอมลงตามอำนาจความข่มขู่ เมื่อมีโอกาสยังคอยแก้แค้นจนได้ดังที่เห็นๆ กันอยู่ ฉะนั้นการใช้อำนาจทางโลกเพียงอย่างเดียว ไม่มีธรรมเข้าสนับสนุน โลกจึงหาความสงบเย็นได้ยาก ท่านจึงสอนให้ปกครองโลกโดยธรรม ปกครองกันโดยธรรม โดยอาศัยความถูกต้องดีงามเป็นอำนาจ ไม่ใช่เอาอารมณ์หรือทิฐิมานะเป็นอำนาจ

คำว่าธรรมมิได้เป็นรูปเป็นร่างที่มองกันด้วยตาเนื้อ แต่ธรรมเป็นธรรมชาติที่ละเอียดสุขุมสุดที่จะนำมาเทียบเคียงเปรียบเทียบกับสิ่งสมมุติทั้งหลายได้ ใจเป็นความละเอียดฉันใด ธรรมย่อมมีความละเอียดฉันนั้น และใจเป็นที่สถิตอยู่ของธรรมทั้งหลาย นอกนั้นมิใช่ที่สถิตอันถูกต้องของธรรม ธรรมจึงเป็นเรื่องพูดยากทั้งที่รู้อยู่อย่างเต็มใจ นอกจากผู้ปฏิบัติและรู้ธรรมเป็นขั้นๆ นั่นพอพูดกันได้ และรู้เรื่องธรรมพอประมาณ ถ้ารู้ธรรมเต็มภูมิจิตภูมิธรรมโดยสมบูรณ์แล้ว ย่อมพูดธรรมกันเข้าใจทุกแง่ทุกมุมไม่มีทางสงสัย คำว่าธรรมคืออะไร และอยู่ที่ไหนก็ทราบกันทันทีโดยไม่ต้องตอบให้เสียเวลา การอาศัยการถามและการตอบกันอยู่ ยังไม่เข้าในลักษณะของผู้รู้ธรรมอย่างเต็มภูมิ นี่แล ธรรมแท้เป็นอย่างนี้

ปฏิปทาของพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตะ
เรียบเรียงโดย ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน

สละเป็น สละตาย เพื่อพระนิพพาน (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโณ)

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโณ

ท่านทั้งหลายที่เป็นลูกชาวพุทธ วันนี้ขอให้ฟังอย่างถึงใจ การเทศนาว่าการเวลานี้ หลวงตาไม่ได้มีคำว่า โอ้อวด มดเท็จอะไรแก่ท่านทั้งหลาย การปฏิบัติมาแทบเป็นแทบตาย ตั้งแต่วันบวชมาจนกระทั่งถึงบัดนี้ เป็นเวลา ๗๐ ปี ๗๑ ย่างเข้าแล้ว แต่ยังไม่เต็มปี เพียงออกพรรษาย่างมา ๗๑ พรรษาแล้ว และบวชมาตั้งแต่อายุ ๒๐ ปีกับ ๙ เดือน นั่นละวันนั้นวันตัดสินกันกับการประพฤติละชั่วทำดีตั้งแต่บัดนั้น ศีลก็บริสุทธิ์มาตั้งแต่บัดนั้น จนกระทั่งบัดนี้ สมาธิก็ก้าวเดินเรื่อยไป เอา เรียนหนังสือก็เรียนเพื่อจะแก้กิเลส เป็นวิชาแก้กิเลสเรื่อยมา เรียนพอสมความมุ่งหมายที่จะพอเป็นปากเป็นทาง แก้กิเลสได้แล้ว ก็นำมา ออกประพฤติปฏิบัติธรรม เข้าป่าเข้าเขาลำเนาไพร ไม่เยื่อใยเสียดายกับสิ่งใด ยิ่งกว่าธรรมอันเลิศเลอ ที่มุ่งหวังอยู่แล้วด้วยความเชื่อมั่นในธรรมทั้งหลายจากหลวงปู่มั่น ที่ท่านแสดงให้ฟังอย่างถึงใจๆ แล้วออกปฏิบัติกำจัดกิเลส

กิเลสนี้เป็นตัวโหดร้ายทารุณมาก เหนียวแน่นมั่นคง เฉลียวฉลาดมาก ลำพังเราๆ ท่านๆ ให้กิเลสกล่อมตลอดเวลา เพราะฉะนั้นตื่นขึ้นมา กิเลสจึงกล่อม ความโลภก็กล่อม ความโกรธก็กล่อม ราคะตัณหากล่อม มีตั้งแต่มหาภัยๆ กล่อมจิตใจของเรา ให้หลับเคลิบเคลิ้มไป สิ่งที่ได้มาจากมัน ก็คือความทุกข์ความทรมานจิตใจ สุดท้ายก็ตายไปด้วยความทุกข์ ความทรมานอย่างนี้เรื่อยไป ไม่มีที่สิ้นสุด

ทีนี้เวลาได้บำเพ็ญธรรมเข้าไป สิ่งที่เคยเป็นภัยและไม่เคยรู้เนื้อรู้ตัว ไม่รู้เห็นมันว่าเป็นภัย ค่อยกระจ่างแจ้งขึ้นมาจากการอบรมภาวนา ดังที่ได้ชี้แจงให้ท่านทั้งหลายทราบเวลานี้ แล้วกระจ่างขึ้นมาภายในจิตใจ จนเป็นความแปลกประหลาดอัศจรรย์ภายในตัวเอง บางทีถึงสะดุ้งก็มี เพราะอัศจรรย์ใจที่ได้บำเพ็ญกับธรรมทั้งหลาย ชำระกิเลสซึ่งเป็นตัวภัยได้มากน้อยเพียงใด จิตใจมีธรรมขึ้นภายในใจ ยิ่งมีความกระหยิ่มยิ้มย่อง มีความอดความทน ความพากความเพียรมาด้วยกันๆ หมุนตัวไปเรื่อยๆ ก้าวเข้าสู่สมาธิแน่นหนามั่นคง เป็นอยู่ในหัวใจนี้ จากการปฏิบัติตามทางของศาสดาที่สอนไว้แล้ว ด้วยสวากขาตธรรมตรัสไม่ผิดว่างั้น

เราปฏิบัติไม่ให้ผิดตามคำของพระพุทธเจ้า ผลก็ไม่ผิด ได้มาเป็นลำดับลำดาเป็นขั้นเป็นภูมิ จนกระทั่งพูดเปิดอกเสียทีเดียว เปิดหัวอกเสียเลย ทีแรกบวชว่าอยากจะไปสวรรค์ ครั้นต่อมาอ่านไปๆ อยากไปพรหมโลก ครั้นต่อมาท่านพูดถึงเรื่องนิพพาน ไปสวรรค์ก็ไม่อยากไป พรหมโลกไม่อยากไป อยากไปนิพพานถ่ายเดียว ทีนี้เวลาปฏิบัติไปๆ ธรรมถึงขั้นใดภูมิใด ที่จะสามารถมองเห็น มันก็เห็นด้วยใจของตัวเอง สุดท้ายมันก็ไปจองเอาสวรรค์อย่างลึกๆ ลับๆ นะ โอ๊ นี่ ถ้าเราตายแล้วจะไปสวรรค์ จะไปสวรรค์ชั้นนั้นๆ จองเข้าไปเรื่อย เอ้า นี่มันจะไปพรหมโลกชั้นนั้น ชั้นนี้รู้อยู่ในใจ

นี่เห็นไหมท่านทั้งหลายการปฏิบัติ นี้มาโกหกท่านทั้งหลายหรือ ให้ฟังให้ดีนะ นี่เราสละเป็นสละตาย เอาผลแห่งการปฏิบัตินี้มาสอนพี่น้องทั้งหลาย ซึ่งเป็นชาวพุทธด้วยกัน อย่ากอดคัมภีร์อยู่เฉยๆ มันเป็นหนอนแทะกระดาษ ไม่เกิดประโยชน์อะไร ที่ไม่ได้ปฏิบัติ เรียนแล้วให้ปฏิบัติ นี่ก็เรียนแล้วออกปฏิบัติ เมื่อเวลามันแน่ใจเข้าไป สว่างไสวเข้าไป มันขโมยไปจองสวรรค์ จองสวรรค์ชั้นนั้นๆ จากนั้นขโมยเข้าไปจองพรหมโลกเรื่อยๆ แล้วละเอียดเข้าไปๆ พรหมโลกชั้นไหนๆ ไม่อยู่ๆ ที่นี่ไม่จองนะ จิตทะลุเรื่อย คว้าใส่นิพพานหวุดหวิดๆ โน่น

นี่เห็นไหม ความกล้าหาญของจิตใจที่จะหลุดพ้นจากทุกข์โดยถ่ายเดียว เพราะทุกข์นี้เคยได้รับความทรมานมาจากมัน กี่ภพกี่ชาติแล้ว คราวนี้ได้เห็นประจักษ์ว่า ทุกข์นี้เป็นทุกข์ประจำมากี่ภพกี่ชาติแล้ว เวลานี้เห็นตัวของมันประจักษ์ เกิดขึ้นจากใจ เป็นเครื่องหลอกของใจ คือกิเลสอยู่ในนั้น ตัวหลอกอยู่ในนั้น สร้างทุกข์อยู่ในนั้น เปิดกิเลสนี้ออกด้วยธรรมซึ่งเป็นของจริง เปิดออกเท่าไร ยิ่งเห็นของปลอมชัดเจน ธรรมเป็นของจริง ก็ยิ่งเปิดเผยขึ้นมาๆ แล้วชัดเจนขึ้นไปโดยการภาวนานี้ ละเอียดเข้าไปโดยลำดับลำดา นั่งอยู่เฉยๆ มันก็เห็น

ฟังซิท่านทั้งหลายพระพุทธเจ้าโกหกเหรอ สิ่งที่พระพุทธเจ้าว่า บาป ว่าบุญ ว่านรก สวรรค์ ผู้ภาวนาเวลาถึงขั้นมันจะเห็นแล้วปิดไม่อยู่นะ พวกเราตาบอดไปเที่ยวลบล้างอยู่หรือว่าบาปไม่มี บุญไม่มี นรกไม่มี สวรรค์ไม่มี มันจะจมนรกกันทั้งหมดนะ

จึงรีบกระตุกเอาไว้ อย่าพากันลงนรก อยากลงนรกให้ไปดูเรือนจำเสียก่อน เรือนจำนี้เป็นยังไง น่าอยู่ไหม ใครเข้ามาติดคุกติดตะราง เขาว่านักโทษกันทั้งนั้นๆ น่าอยู่ไหม เราอยากเป็นนักโทษไหม นี่ก็เหมือนกัน ไม่ว่านรกหลุมไหนๆ น่าอยู่ไหม หรือเราอยากเป็นสัตว์นรกเหรอถามตัวเอง นี่ละใครจะอยากไป ทีนี้จิตมันก็เห็นโทษในสิ่งเหล่านี้ เห็นคุณที่จะหลุดพ้นจากสิ่งเหล่านี้เป็นลำดับลำดา ความพากเพียรแก่กล้าสามารถ ลืมวันลืมคืนไปเลย นอนไม่หลับเวลามันเร่ง คว้าใส่นิพพานนี้หวุดหวิดๆ ทีนี้ไม่จอง สวรรค์ก็ไม่จอง พรหมโลกไม่จอง จะเอานิพพานถ่ายเดียวเท่านั้น

(คัดลอกมาบางส่วน)
เทศน์อบรมฆราวาส
ณ วัดป่าสัมมานุสรณ์ ต.ผาน้อย อ.วังสะพุง จ.เลย

วันอาทิตย์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2556

หลวงพ่อท่านเป็นผู้ปูพื้นฐานไว้เพื่อรับ อภิญญาหก


พวกลาพุทธภูมินี่ พวกพุทธภูมิใกล้เต็มนี่ลาอีกเยอะ วันนั้นพบกันแล้ว เลยถามท่านว่า
"พระพุทธศาสนาอยู่ถึง ๕,๐๐๐ ปี มันจะอยู่กันได้ยังไง? ก็ตั้งระยะไว้ยาว"
ท่านบอกว่า "ที่ตั้งระยะไว้ยาวนี่เพราะพุทธภูมิยังต้องลาอีกหลายช่วง เป็นช่วง ๆ "
แต่พวกลานี่พวกเต็มทั้งนั้นนะ พวกลานี่หมายความว่าชาตินี้เขาเต็ม แต่ว่ามันเหลืออีกนิดเดียว แต่นี่เราตัดเฉย ๆ จะไม่เอาล่ะ ก็เพราะว่าถ้าพวกไม่ใกล้เต็ม ไม่ใกล้เต็มนี่ไม่ไหว ดันไม่ไหว มันแบบจะทำปริญญาอีกสองเดือนลาออกใช่ไหม แบบพวกนั้นน่ะ ไอ้อะไรมันก็หมดแล้วเหลือแต่ทำวิทยานิพนธ์ใช่ไหม โดยมากต้องเป็นพวกนี้ ท่านบอก ถามท่าน ทำไม ท่านบอกไม่งั้นกำลังสู้ไม่ได้ กำลังที่เข้าไปต่อต้านนี่นะ เข้าไปช่วยหักล้าง ไอ้ความรอบ ๆ มันไม่พอ ถามท่าน ก็สงสัยเห็นสั่งสร้างตำรานี่ ตำรานี่สร้างไม่หมด จะเรียนกันไม่หวัดไม่ไหว ท่านก็บอก สร้างไปตามขั้นตามกำลังของคนในสมัยของเรา
ทีแรกก็ตอนต้นเตาะแตะ ๆ หนักเข้า ๆ ก็มากขึ้นถึงที่สุด คือ เวลานี้ตำราถึงที่สุดแล้ว พอตำราถึงที่สุดก็มาเริ่มฝึกมโนมยิทธิปูพื้นฐานไว้รับ "อภิญญาหก" ไอ้อภิญญาหกนี่ไม่ใช่สมัยของเราฝึกนะ ต้องไปอีกรุ่นหนึ่ง พวกรุ่นโน้นเขามาฝึกกัน "พวกเรานี่" ทัน! ถ้าแกยังไม่ตาย ทัน! เวลาฝึกไม่ใช่ฉันฝึก ฉันแค่ปูพื้นฐานไว้เพื่อรับ "อภิญญาหก" นักเรียนเตรียม "มโนมยิทธิ" นี่นักเรียนเตรียม "อภิญญาหก"
 
กำลังใจคนมันเข้าไม่ถึงนี่ แค่สุกขวิปัสสโกก็ส่ายหน้าด๊อกแด๊ก ๆ ไปขั้นเตวิชโชเมื่อก่อนก็สอนใครไม่ได้ใช่ไหม นี่กำลังใจมันต้องดีไปตามลำดับ "อภิญญาหก" นี่ต้องเข้มแข็งจริง ๆ ถ้าไม่เข้มแข็งจริง ๆ อย่าไปเอาเลย พังหมดไม่ได้อะไรเลย คือ ไม่ได้อะไรเลยจริง ๆ นะ เพราะว่า หนึ่ง กสิณ ๑๐ ต้องได้ฌาน ๔ หมด ว่าได้ฌาน ๔ ไม่ใช่ฌานทิ้งอย่างที่ทำ ๆ กันนี่ นี่มันเรียกฌานทิ้ง กสิณ ๑๐ นี่ต้องคล่อง นึกจะเข้าเมื่อไรได้ทันที จะต้องไม่เสียเวลาแม้ถึงวินาที นึกปั๊บเข้าฌานได้ตาม มันไม่ใช่ไป ๑ , ๒ , ๓ , หนึ่ง สอง สาม นี่มันไม่ยาก ว่า ๑ , ๔ , ๓ อะไรนี่ เข้าฌานตามลำดับฌาน ตามลำดับกสิณ เข้าฌาน ๑ , ๒ , ๓ , ๔ เข้าฌานตามลำดับฌาน ตามลำดับกสิณ ว่าเรื่อยกสิณกองเข้า ๑ , ๒ , ๓ , ๔ ไปไล่แล้วก็ย้อน ๔ , ๓ ,๒ , ๑ ก็ว่าขึ้น ๆ ลง ๆ สนุก! ต้องคล่องจี๋ฌาน หลังจากนั้นก็เข้าฌานสลับฌานสลับกสิณ เลยหลับเลย ไม่ใช่สลับ มันหลับ ( หัวเราะ ) อย่างนี้มั้นต้องอาศัยความเข้มแข็ง ตอนสลับฌานสลับกสิณนี่ ยุ่งเลย! ต้องคล่องจี๋ทุกขณะ ไม่ใช่ว่าหนึ่งปั๊บจับสัก ๕ นาทีได้ เขี่ยตก ต้องปึ๊บได้! ปวดท้องขี้เต็มที่เข้าฌานได้ อันนั้นจริง ๆ น่ะ วิ่งไปเดินไปนี่จิตเป็นฌานทันที แล้วนี่ก็ต้องทำเป็นปกติ เป็นปกติอย่างนั้นแล้วจึงหันมาจับอภิญญาอีกที อันนี้มันยังไม่เป็นอภิญญานะ ต้องหันมาจับอภิญญาอีกทีหนึ่งเสร็จ แค่หนวดหงอกไม่เป็น ฟันงอกฟันหักหมดแล้วงอกออกมาใหม่

ความจริงอภิญญหาห้านี่น่าจะฝึกบ้างนะ สำคัญตอนได้วาโยกสิณน่ะซิ เหาะลิ่ว ๆ เอ๊ะ! ไปนึกถึงปฐวีกสิณแล้วแข็งตื้อลงไม่ได้แล้ว ( หัวเราะ ) เมื่อก่อนยังนั่งนึก ๆ เอ๊ะ! พระท่านเข้ากสิณนี้ออกกสิณนั้น ถ้าจะเหาะใช้วาโยกสิณ ถ้าจะยืนอยู่บนอากาศใช้ปฐวีกสิณ มันคงยุ่งบรรลัย ไอ้นี่เขาทำได้จริง ๆ มันนึกเอาเฉย ๆ นึกปั๊บมันขึ้นทันทีเป็นทันที ไอ้จิตพอนึกปั๊บมันติดฌาน ๔ ทันที มันก็เป็นทันที สมัยนี้ใครทำได้ สบาย ไปหากินสนามหลวง ( หัวเราะ ) ใช่ไหม เอ้า! เก็บคนละสิบบาทถ้าไม่ให้มือยาวล้วงกระเป๋าเลย ( หัวเราะ ) ใช่ไหม หากินเท่านี้ก็พอ หากินด้านล้วงกระเป๋า ทำมือยาว ๆ ใครไม่สนใจล้วงกระเป๋า ฮึ! หรือเสกเองดีกว่านะ เสกเองก็เป็นแบงก์ครึ่งใบสิ!

ถ้าหากว่าถ้าเขาใช้อภิญญาจะไปต้องทำอะไร จะไปหาทรัพย์สินทำไม ไม่ได้เกิดประโยชน์ เพราะอะไร ต้องการอะไรก็มีจะหาสตังค์ทำไม ใช่ไหม ต้องการมีบ้านโตขนาดไหนก็สำเร็จ อยากจะมีบ้านแก้วก็ได้ อย่างพวกไอ้เบื้อกที่อยู่ชายป่านี่ ที่เขาอยู่กันน่ะ มีบ้านมีช่องที่ไหน ฝนตกก็ไม่เปียก อยากจะให้มีบ้านมันก็มี ไม่อยากให้มีบ้านมันก็ไม่ต้อง ฝนตกไม่ให้เปียกมันก็ไม่เปบียก เอ้า! ฝนอยากตกมา ฉันเดินเฉย ๆ ตกก็ตกสิวะ ไม่ใช่เปียกมันก็ไม่เปียกใช่ไหม และเขาก็อยู่กันอย่างเป็นสุข ก็เลยไม่ต้องทำอะไร ดีไม่ดีเดี๋ยวญวนมาตี เอาไฟล้อมส่งใช้เตโชกสิณใช้ไฟล้อมใช่ไหม ไอ้พวกนั้นอดข้าวตาย ตกนรกอีกแล้ว ( หัวเราะ ) อ้อ..ให้มันกินไฟได้ หิวมาให้ไฟเป็นเนื้อก้อน กินได้

นี่ถ้าหากนี่เขาทำได้นะ ถ้าเขาทำได้มันไม่บาปเขาทำแน่ แต่ก็ทำไม่ได้ หากเขาทำได้ช่วยกันได้แบบนั้น สมัยพระพุทธเจ้าท่านก็ต้องช่วยไว้เยอะ ใช่ไหม แต่กฎของกรรมมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างพวกศากยะ ที่ถูกฆ่านี่ท่านก็ต้องปล่อยไปตามกำลังของกรรม ไม่ใช่คิดว่าจะไปดักไอ้ ๒๐ มันก็เขาไม่เกี่ยว
เพราะพวกอภิญญาหกเขาต้องมาอีกพวกหนึ่ง พวกสอนอภิญญาหกน่ะเขาจะมาอีกชุดต่างหาก พวกเราพวกปูพื้นฐาน พวกสอนนักเรียนเตรียม โน่น! อภิญญาหกเขาต้องหนุ่ม ไม่งั้นมันเล่นไม่ไหวหรอก จะมาจากพวกไหน พวก "พุทธภูมิ" ทั้งนั้นแหล่ะ! ก็ต้องเป็นพวก "พุทธภูมิ" ที่มีอารมณ์เข้ม!!...
 
ไอ้นี่มันพัง พุทธพัง ( หัวเราะ ) คือว่า พุทธภูมิที่มีอารมณ์เข้ม อย่างพุทธภูมิที่เต็มในชาตินี้ตัดปลายนิดเดียวแต่ว่าพุทธภูมิเขาช่วยกันได้ และพวกเรียนต่อนี้ต้องเป็นพุทธภูมิหมด แต่หัวหน้าต้องเข้มแข็ง หัวหน้าที่ฝึกอภิญญามันต้องคล่องอภิญญา ไม่คล่องฝึกเขาไง อภิญญาน่าสนุกดีนะ! เล่นกลสนุก! ถ้าฝึกอภิญญาหกนี่ต้องบ้า ๆ บวม ๆ อภิญญาห้า หลวงน้า! คนดีทำไม่ได้ต้องคนบ้า ก็ทุกอย่างทำแล้วก็ต้องพลาด ดีไม่ดีก็หล่นตุ๊บตั๊บ ๆ ไปตามเรื่องตามราว ก็เรียกว่าทุกอย่างทู้ซี้ทุกอย่าง ถ้าพวกอภิญญาห้าเข้ามานี่ พวกหนังสือพิมพ์โจมดีว่าบ้าอีกหลายเดือน เอ้า! พวกนี้บ้า ๆ บวม ๆ เขาทำเหมือนบ้าน่ะใช่ไหม ทำในสิ่งที่เขามันทำไม่ได้ และทำในสิ่งที่ชาวบ้านเขาไม่คิดว่าจะเป็นไปได้ คือว่าทำสิ่งที่เขาทำไม่ได้ เขาก็หาว่าบ้า ๆ บวม ๆ ก็มีเรื่องเสียอยู่เรื่อง ถ้าพระได้น่ะมันวงแคบ มันช่วยเขาได้ยาก เรื่องบ้านเมืองน่ะ มันช่วยได้นิดเดียว ถ้าฆราวาสเขาได้นี่ดี แต่ว่าได้อยู่ในช่วงฌานโลกีย์นะ
"สงคราม" มานี่ แกเข้าเตโชกสิณ เอาไฟล้อมเท่านั้นแหละ ไม่งั้นก็เข้านีลกสิณเดินไม่เห็นอะไร มืดตื้อ .. เดินชนกันตายเลย
"หลวงพ่อคะ ตอนนั้นยังต้องใช้ผู้มีฝีมือช่วยบ้านเมือง บ้านเมืองไม่เจริญถึงช่วย.."

เปล่า ๆ พูดถึงว่าถ้าจะช่วยบ้านเมืองในด้าน "สงคราม" มันใช้ได้ยาก คือ พระนี่ต้องอยู่ในขอบเขตเพื่อการ "ตัดกิเลส" เท่านั้น ถ้าจะเอา "อภิญญา" ไปช่วยก็ช่วยในการเจริญ "ศรัทธา" ให้เขาเกิดความเชื่อมั่น คือว่าทำในสิ่งที่เขาทำไม่ได้ให้เห็นเป็นอัศจรรย์ และศรัทธามันก็เกิดได้เท่านั้นเอง
 
ฉะนั้น สมัยนี้ไม่มีความจำเป็น อย่างสมัยโน้น พระโมคคัลลาน์ นี่ พาหุงสหัสฯ พระโมคคัลลาน์รบกันต้องหลายเรื่องในบท พาหุงฯ ไอ้นั่นเป็นนาคนี่เป็นครุฑตีกัน ไม่รู้พระโมคคัลลาน์นี่ก็ฟังเรื่องแล้วก็เหมือนเรื่องโกหกอีกนั่นแหละ พระทำไมไปรับกับเขายังงั้น แต่ว่าไม่ได้ไปรบให้ตาย พอสู้ไม่ได้ก็เกิดศรัทธา เกิดสงครามใหญ่ ก็หลวงน้า! ที่พระพุทธเจ้าเป็นพระธรรมาธิราชน่ะ นี่สงครามใหญ่ล่ะ แม่ทัพใหญ่เล่นเองเลย รบกับ พระยาชมภูบดี น่ะ รบกับพระยาชมภูบดี ฑูตคนแรกที่ส่งไปก็คือ พระอินทร์ เป็นราชฑูต
"พระยาชมภูบดีนี่เป็นมนุษย์ใช่ไหมคะ?"

เป็นมนุษย์ เป็นพระอรหันต์ไปแล้ว ท่านเก่งคล้าย ๆ พระเจ้าจักรพรรดิราช แต่ไม่ถึงมีเกือกแก้ว มีพระขรรค์แก้วเหมือนกัน แต่ไม่ถึงพระเจ้าจักรพรรดิราช เหาะไปเหาะมาเห็นปราสาทพระเจ้าพิมพิสารสวย เอ๊ะ! ปราสาทของใครสวยกว่าปราสาทกู ไม่ชอบใจเสียแล้ว ลงมาพระขรรค์ฟันยอดปราสาท ฉับเข้าให้! ด้วยอำนาจพระพุทธานุภาพ พระขรรค์บิ่น ( หัวเราะ ) พระเจ้าพิมพิสารเป็นพระโสดาบันนี่ พระขรรค์บิ่นทำไง โมโหยกเท้ากระทืบยอดปราสาท ยอดปราสาทตำรองเท้าทะลุไปอีก เลยกลับไปบ้าน เอาอวิตาศร แผลงมา "จงไปร้อยหูพระเจ้าพิมพิสาร" ไอ้อวิตาศรยันเข้ามาก็ร้องผิ่ง ๆ กูจะร้อยหูมึง ๆ
พระเจ้าพิมพิสารเห็นท่าไม่ได้การณ์ พระพุทธเจ้าบอกไม่เป็นไร ทำวาโยกสิณหอบศรไป ท่านเข้าวาโยกสิณไม่ต้องไปตั้งท่า พอนึกปั๊บลมหอบศรไป และทราบว่าพระเจ้าชมภูบดีจะเป็นพระอรหันต์ เชิญพระอินทร์มา สั่งให้ไปเชิญพระเจ้าชมภูบดีมา และทางนี้ก็เนรมิตหมด เป็นเมืองแก้วแพรวพราว สวยมีกำแพงเจ็ดชั้น ตั้งแต่กำแพงทองแดงไปถึงกำแพงแก้วเจ็ดประการ ไอ้ถนนทั้งหมดก็เป็นแก้วทั้งหมด แพรวพราว มีอัครมหาเสนาบดี โอ้! ไม่มีพระเลย หาพระไม่มีพระ แต่งตัวแพรวพราวระยิบระยับ
พระอินทร์ไปแปลงเป็นมนุษย์ไปเชิญพระยาชมภูบดี ไปก็ไม่นั่ง เทวดานี่ ก็เล่นเต๊ะต๊ะ ๆ ๆ หนักเข้าแกก็ไม่ยอมมา ไม่ยอมมาพระอินทร์ขว้างจักร จักรลากขามาลงจากแท่น ( หัวเราะ ) โอ้ย ๆ ๆ กลัวแล้ว ๆ ๆ ยอม..จะไป ไป ๆ เอาจักรออกสิ! แกไม่เอาจักรออก ออกไม่ได้ พอจักรออกก็ไม่ไป นี่ถึงจะแน่! ( หัวเราะ ) กูไม่ไปกูไม่กลัว อีตอนเทศน์ตอนนี้สนุก! ถ้าเทศน์ ๓ ธรรมาสน์น่ะ ถ้าหากว่าคอถูก ๆ คอน่ะ ลิเกอย่ามาปะทะเลย ไม่อยู่

เดี๋ยวพอมานั่งแท่น กูไม่ไป! ไม่ไปพระอินทร์เอาใหม่ ขว้างพึ๊บไฟไหม้ปราสาทหมด เอาจักรลากขามานอกปราสาท เผาปราสาทอีก เอ๊ะ! แกเผาบ้านเผาเมือง ฑูตไหนว่ะ? ผลที่สุดหนัก ๆ เข้าก็ไม่ไหวต้องไป แกไม่ตามไปเสียศักดิ์ศรี เสียศักดิ์ศรีทำไง ก็เวลาไปด้วยกำลังจตุรเสนายศใหญ่ พระอินทร์ก็ยอมไป กลับไปกราบทูลให้ทรงทราบ พระพุทธเจ้าส่งเณรมาองค์เดียว เณรอนาคามีได้อภิญญา เอามารับเป็นทหาร เป็นพลทหารแน่ะ! แต่งตัวเป็นพลทหารยืนรับ แกเข้าไปยศใหญ่ ไอ้เมืองนี้ แหม..ส่งไอ้พลทหารมารับไม่สมศักดิ์ศรี

ทหารไปรับบอกว่า "ท่านต้องลงมาก่อน..เมืองพระเจ้าธรรมาธิราชอย่าขี่ช้างเข้ามาไม่ได้ เป็นเมืองที่มีบุญญาธิการศักดิ์ศรีใหญ่ ท่านเป็นราชาคนจน"

"ไม่ลง!..ไม่ลงซะอย่างจะว่าไง?" นั่งช้างทำท่าเก๊ก กระชากลงจากคอช้าง แหม..ไอ้ทหารเมืองนี้มันไม่มีมารยาท ( หัวเราะ ) สู้ไม่ได้น่ะ สู้ก็สู้ไม่ได้ ไอ้ทหารเมืองนี้ไม่มีมารยาท ( หัวเราะ ) "แกเป็นทหารชั้นไหน?" บอก "พลทหารครับ!" ถาม "ทำไมเมืองนี้ ข้าเป็นพระราชาจึงส่งพลทหารมา" บอก "แค่พลทหารนี่ ท่านก็ยังมีกำลังยังสู้ไม่ได้ ถ้าเอานายสิบมาท่านตาย.." เอาละสิ! เอ้า! เดินไปทางนี้ แกก็ไปแกก็บ่นพึมพำ ๆ เดินไปพอเข้าเขตถนน ขัดเขมรแล้วสิ พลทหารถาม "ขัดเขมรทำไม?" บอก "แม่น้ำต้องลุยน้ำ" บอก "ไม่ใช่ ถนน!" ค้าน "ถนนห่าอะไร? แม่น้ำ!" บอก "ถนนแก้ว!" โอ้โฮ!! ไอ้เมืองบ้านี่ เอาแก้วมาทำเป็นถนน ( หัวเราะ )

พอถึงร้านแล้วก็มีเมียพระอินทร์ พวกนางฟ้าเขามาตั้งขายของ แกก็เป็นนางฟ้าเสียจริง ๆ พวกนั้น แกก็ทำเนื้อหนาหน่อยน่ะ เอ้าแล้วเข้าไปจีบแม่ค้า ยังไม่ได้จีบเข้าไปทีแรก ไปเห็นเมียพระอินทร์นี่ซิสวย...
ถามทหาร "นี่พระมเหสีพระเจ้าธรรมาธิราชใช่ไหม?" ( หัวเราะ ) บอก "ไม่ใช่ แม่ค้าแผงลอย.." ( หัวเราะ ) แม่ค้าแผงลอยจริง ๆ น่ะ คนนั้นก็ร้อง คนนี้ก็ร้อง พระราชาคนจน นี่เจ้าค่ะ! นั่นเจ้าค่ะ! แหม..เดินไป พอเข้าถึงประตูแรกปั๊บมีพระอรหันต์แต่งตัวเป็นนายประตู สวยกว่าแกมาก ทำท่าจะเข้าไปกราบ นึกว่าพระเจ้าธรรมาธิราช พลทหารบอก "ไม่ใช่ นายประตูนายทหารเฝ้ายาม.." ( หัวเราะ ) แหม..แย่เรื่อย เข้าไปถึงประตูทองแดง ประตูทองคำ ประตูแก้ว เข้าไปก็แพรวพราวไปหมด ท่านก็มอง แหม..วิจิตรพิศดาร
แกก็เข้าไปถึงกลุ่มใหญ่ปั๊บ มีพระโมคคัลลาน์ พระสารีบุตร มีเป็นพระมหาอำมาตย์น่ะ มีใครต่อใคร ไม่มีพระเลยหาพระไม่ได้ พระเจ้าธรรมาธิราชทรงสง่า คนนำบอก "นี่พระเจ้าธรรมาธิราช" พอเห็นพระเจ้าธรรมาธิราชก็เกิดขัตติยมานะ ถือว่าตัวมีฤทธิ์มาก ก็ตั้งท่าจะสู้ เดินองอาจเข้าไป แกบอกว่าเอ้า! นั่งลงกราบถวายบังคม

บอก "เราเป็นพระราชาเอกในโลก ไม่มีใครมีอานุภาพเท่า คำว่าไหว้ไม่มีในที่นี้"
แหม..เต๊ะท่าเสียแล้ว คำว่าไม่มีมันเล่นก็ไม่ยาก พระโมคคัลลาน์ดีดมือทีเดียวหมอบเลย ( หัวเราะ ) ไม่ใช่หมอบ ฟุบ! ไอ้เมืองห่านี่ แหม..มีลมวูบ ( หัวเราะ ) แกนั่งด่าตลอด เจี๊ยวจ๊าว ๆ ผลที่สุดก็ถึงพระพุทธเจ้า ท่านก็ว่าทำไมถึงไม่มา แกก็ว่าอะไรต่ออะไรป้วนเปี้ยนไปตามเรื่องตามราว ผลที่สุดก็เอางี้ซิ จะให้เรากลัวก็ต้องแสดงฤทธิ์ให้ดูก่อน

พระพุทธเจ้าบอกก็ดี จะได้รู้ว่าใครเก่งหรือไม่เก่ง ท่านมีอะไรว่ามาเลย เขาขว้างจักร ขว้างจักรไปผลุบเข้ากระบอกไปเลย ( หัวเราะ ) แผลงศร! พอแผลงศร พระพุทธเจ้าท่านก็เอาด้วย แกก็แผลงบ้าง หนักเข้า ๆ ๆ ก็สิ้น ศรสู้กันตีมาตีไปตีไปตีมา ไอ้ศรของพระยาชมภูบดีสู้ไม่ได้ หลบเข้ากระบอก หลบเข้าก็ตีกระบอกพัง ( หัวเราะ ) วิ่งไปทางไหนก็ตีซะหักหมดเลย ป่นปี้หมดเลย และแกก็ทำทุกอย่าง แกเล่นจนแกหมดอาวุธนะ แผลงศร! ใช้พระขรรค์ควงให้เกิดไฟ เกิดลม! มันก็ด้านหมด หนักเข้า ๆ ๆ หมดท่า...

อ้ะ! ท่านเอามั่ง บอกท่านเอามั่ง เราหมดแล้ว พระพุทธเจ้าเข้าเตโชกสิณล้อม ไฟใกล้เข้า ๆ ๆ ก็ร้องเจี๊ยก ( หัวเราะ ) ร้องเจี๊ยกกลัวแล้ว ๆ ถามกลัวแน่หรือ บอกกลัวแน่ กลัวแน่ก็ไฟหาย เอ๊ะ! ไฟหายเป็นไง บอกที่นี่เขาจุดง่าย บอกที่นี่ไฟจุดง่ายดับง่าย ถ้าหากว่าอวดทะนงต่อไป ทีนี้ไฟจะไหม้ไปครึ่งตัว ไม่ไหม้หมดซะด้วย ไหม้ครึ่งตัว พูดไปพูดมาพระพุทธเจ้าท่านก็พูดดี ก็ชักเลื่อมใส เลื่อมใสว่าเชิญมาทำไม ตอนนั้นเลยบอกว่เห็นว่าเป็นคนดี เราต้องการความเป็นมิตร ไม่ต้องการความเป็นศัตรู ไอ้เมืองของท่านน่ะเราจะยึดเมื่อไหร่ก็ได้ เพียงแค่ทหารเลวคนเดียวก็ยึดได้ เราส่งพลทหารชั้นเลวไปคนเดียวท่านก็ต่อต้านไม่ได้ ท่านจะมาสู้อะไรกับใคร ท่านมีฤทธิ์อำนาจจริง ๆ แต่ว่ามีสภาพเหมือนพระราชาคนง่อย ดูทหารของเราทุกคน กองทัพของท่านทั้งทัพมีจตุรงคเสนา ทหารของเราคนเดียวเท่านั้นจะสังหารได้ จะเอากับใครล่ะ!

แหม..ท่านท้ารบ! ชักไม่กล้าสู้ คุยไปคุยมาคุยมาคุยไป นี่พระพุทธเจ้าท่านใช้ธรรมะ ตอนนี้ท่านเล่นธรรมะแล้ว เลื่อมใสถามว่าไอ้ฤทธิ์อำนาจอย่างนี้ ข้าพเจ้าจะสามารถทำได้ไหม พระพุทธเจ้าท่านบอก นี่เราพร้อมจะให้อยู่แล้วที่ไปเชิญมานี่ ความจริงต้องการจะให้ฤทธิ์ให้อำนาจแบบนี้ ถามให้แน่นะ ท่านบอกแน่ แน่แล้วจะขอศึกษา บอกได้เลย แต่ว่าการศึกษานี่เราจะต้องแต่งตัวเหมือนกันนะ ท่านก็เป็นอันว่าตกลง ตกลงศึกษา พอตกลงแน่นอนปั๊บ! เมืองหายหมด..กลายเป็นป่า พระเจ้าธรรมาธิราชนี่ห่มจีวรเสียแล้ว

เอ๊ะ! นี่มันเป็นยังไงกันแน่! ท่านก็เลยบอก ถ้าจะศึกษาต้องแต่งตัวแบบนี้ ผลที่สุดท่านก็เลยบวช เอหิภิกขุไง ก็ให้การศึกษาจบเดียวเป็นอรหันต์ไปเลย ( หัวเราะ ) นี่ก็ทำได้แล้วแต่ว่าถ้าเทศน์มันยาว ถ้าเทศน์มันต้องไปรับอีตอนที่พระอินทร์ไปเป็นฑูตก็ฟัดกัน ฮากันไม่ไหวแล้ว นี่กลับมาขึ้นช้างโด่เด่ ตอนนี้สิอีตอนชมตลาด โอ้โฮ! ยังงี้ต้องแสดงหนัง ฮึ!..สวัสดี*

ที่มา - http://www.palungjit.com 

วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

พระเล่นหวยใต้ดินผิดไหม ?



ถาม : พระเล่นหวยใต้ดินผิดไหมครับ ?

ตอบ : ถ้าหากว่าเล่นตรงก็ไม่ผิด ถ้าเล่นไม่ตรงก็ผิด อย่างเช่นงวดที่ผ่านมา ถ้าเล่น ๕๐ หรือ ๙๐ ก็ไม่ผิด..(หัวเราะ)..ถามมาพระก็ตอบตรงไปตรงมา

ถ้าพระเล่นหวยเขาปรับอาบัติปาจิตตีย์ ไม่เอื้อเฟื้อพระวินัยได้ ปรับกระทำสิ่งประหนึ่งฆราวาสได้ ปรับข้ออเนสนา หาเลี้ยงชีพในทางมิชอบได้ เพราะฉะนั้น..ศีลขาดไปแล้ว

อาตมาเองโดนโยมเขาชวนซื้อหวยออกจะบ่อยไป ก็บอกโยมว่าซื้อไม่ได้หรอก เจ้าอาวาสวัดนี้โหดมาก ถ้าหากว่าพระเล่นหวยนี่ไล่ออกจากวัดเลย ญาติโยมก็มักจะถามว่าวัดไหน ? อาตมาก็บอกวัดท่าขนุน เขาก็อยากรู้จักเจ้าอาวาส อาตมาก็บอกว่าลองไปวัดดู..เดี๋ยวก็เจอเองแหละ..!

สนทนากับพระครูวิลาศกาญจนธรรม (พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนสิงหาคม ๒๕๕๕

ที่มา - board.palungjit.com
 

วันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๓ เป็นวันที่หลวงตามหาบัวบรรลุธรรมขั้นสูงสุด


วันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๓

เป็นวันที่หลวงตามหาบัวบรรลุธรรมขั้นสูงสุด

ตรงกับวันแรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๖ เวลา ๕ ทุ่มตรง
ณ วัดดอยธรรมเจดีย์ จ.สกลนคร ซึ่งปีนี้ครบ ๖๓ ปีพอดีครับ
พระธรรมเทศนาโดยหลวงตามหาบัว ท่านเล่าถึงวินาทีที่ท่านบรรลุธรรมครับ


... “..บทสุดท้ายที่จะคว่ำวัฏจิตวัฏจักร ความหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงการเกิดการตายทับถมกันนี้ มายุติในวัดดอยธรรมเจดีย์ วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ เวลา ๕ ทุ่มพอดี หลังเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ ไปฟ้าดินถล่มที่นั่นละ ฟ้าดินถล่มนี้เราไม่เคยเห็นนะ เพราะเกิดมาก็ไม่เคยคาดเคยหมายว่าสวรรค์เป็นอย่างไร พรหมโลกเป็นอย่างไร นิพพานเป็นอย่างไร เราก็ไม่เคยรู้เคยเห็น มีแต่คาดแต่หมายไปอย่างนั้น แต่ในคืนวันนั้นพูดให้มันชัดเจนเสีย เป็นอยู่หลังเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ เวลา ๕ ทุ่มเป๋งเลย วันที่ ๑๕ เดือนพฤษภา ๒๔๙๓ นั่นละตอนที่ฟ้าดินถล่มถล่มในตอนนั้น พอฟ้าดินถล่มตัวนี้พุ่งขึ้นบนอากาศมันขึ้นไปได้อย่างไร ฟังซิน่ะมาอวดท่านทั้งหลายเหรอ นั่งอยู่ธรรมดานี่ละร่างกายของเรานี้มันพุ่งขึ้นมันขึ้นไปได้อย่างไร เราเองก็อัศจรรย์เองนะพอพุ่งขึ้นไปลงมาแล้วมันสั่นไปหมดในร่างกาย ตัวสั่นเหมือนโลกธาตุนี้คว่ำหมดเลย สว่างจ้าขึ้นมาครอบหลังวัดดอยธรรมเจดีย์

มองไปที่ไหนว่างหมดไม่มีอะไรเหลือเลย โอ้โห เป็นอย่างนี้เหรอ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ตรัสรู้อย่างนี้ละเหรอๆ พระธรรมแท้เป็นอย่างนี้ละเหรอ พระธรรมแท้ก็คือธรรมชาติ จิตกับธรรมเป็นอันเดียวกันแล้วนั่นละธรรมแท้ เป็นอย่างนี้ละเหรอ พระสงฆ์แท้เป็นอย่างนี้ละเหรอ หือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างไร มันเป็นแล้วนะนั่น นั่นละเป็นวาระสุดท้าย ฟ้าดินถล่มวันนั้น จากนั้นมาเรื่องภพเรื่องชาติขาดสะบั้นไปพร้อมๆ กันหมดไม่มีอะไรเหลืออยู่ภายในจิตใจเลย เป็นในวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ เวลา ๕ ทุ่มพอดี นั่นละกิเลสขาดสะบั้นลงจากใจ สว่างจ้าขึ้นมา อัศจรรย์ตัวเอง ถึงขนาดพูดว่า เหอ..พระพุทธเจ้าตรัสรู้อย่างนี้ละเหรอๆ พระธรรมแท้เป็นอย่างนี้ละเหรอๆ พระสงฆ์แท้เป็นอย่างนี้ละเหรอๆ เอ๊..พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างไร มันเป็นแล้วนะนั่น

แต่ก่อนพอระลึกพุทโธ ธัมโม สังโฆ จะมาพร้อมกันๆ แต่ในขณะใหญ่นี้ผ่านไปแล้วกลายเป็นว่าพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างไร เป็นอันเดียวกันแล้วธรรมทั้งแท่ง จิตกับธรรมเป็นอันเดียวกัน สว่างจ้าเลย นี่ก็อยู่วัดดอยธรรมเจดีย์ เราไม่ได้ลืมนะ วัดนี้จึงเป็นวัดที่สลักปักลึกในหัวใจเรามากทีเดียว ไปทีไรต้องจ้องอยู่นั่นละ แต่ทุกวันนี้มันขึ้นข้างบนไม่ได้ ก็ไปอยู่ที่ศาลาข้างล่าง แต่ก่อนไปปั๊บขึ้นเลย ไปชมอะไรพูดไม่ถูกละ ชมธรรมอัศจรรย์ของเราที่เป็นในที่เช่นไร มันจะวิ่งเข้าถึงนั้นเลย แต่เวลานี้ขึ้นไม่ได้ มีแต่มองไปด้วยจิตเท่านั้นละ เห็นบุญเห็นคุณวัดดอยธรรมเจดีย์ของเรา

เราได้ปฏิบัติมาก็อย่างนี้ละกับบรรดาพี่น้องทั้งหลายเวลาออกปฏิบัติทีแรกจิต มันดีดมันดิ้น มันฟัดมันเหวี่ยงกับเรานี้ โอ๊ยหัวคว่ำหัวหงายไปเลย ครั้นเอาไปเอามาก็มีกำลังฟัดกันๆต่อไปกิเลสก็หงายเลย พอกิเลสหงายฟ้ากระจ่างขึ้นมาเลยเรียกว่าฟ้าดินถล่มในสถานที่นั่นวัดดอย ธรรมเจดีย์ เป็นวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ นั่นละวันเปิดโลกธาตุ ภพชาติต่างๆที่เกิดที่ตายมากี่ภพกี่ชาติตายกองกันทั้งเขาทั้งเรา เฉพาะเรื่องธรรมเรื่องความเกิดความตายความทุกข์ความทรมานในวัฏสงสารของเรา เองได้ขาดสะบั้นลงไปแล้วในขณะนั้นอัศจรรย์เกินคาดเกินหมาย

คืนวันนั้นไม่นอนเลย พอนั่งแล้วก็คำนึงถึงความอัศจรรย์ของธรรมพระพุทธเจ้าก็มาอยู่อันเดียวกัน เสีย พระธรรมก็เป็นอันเดียวกันเสียพระสงฆ์ก็เป็นอันเดียวกันเสียเลยไม่ปรากฏว่า เป็นสองเป็นสามเหมือนที่เราเคยคิดมาแต่ดั้งเดิมพอมาถึงจุดนั้นแล้วผางที เดียวเท่านั้น พระพุทธเจ้าตรัสรู้อย่างนี้ละเหรอๆจากนั้นมาแล้วพระธรรมแท้เป็นอย่างนี้ละ เหรอๆพระสงฆ์แท้เป็นอย่างนี้ละเหรอ โห พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างไร นี่เป็นแล้วนะนั่น มันเป็นแล้วอัศจรรย์ตั้งแต่บัดนั้นมา ขาดสะบั้นเรื่องภพเรื่องชาติตั้งแต่บัดนั้นจนกระทั่งป่านนี้ไม่ได้คิดได้คาด ว่าตายแล้วจะไปเกิดที่ไหนเกิดแล้วจะไปตายที่ไหน จะขึ้นจะลงที่ไหน หมดปัญหาโดยประการทั้งปวงพอแล้วอยู่กับคำว่าธรรมธาตุ พอแล้วอยู่กับคำว่านิพพานเที่ยงรวมอยู่นั้นหมด ไม่ต้องไปหาพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ที่ไหนองค์ไหนก็แบบเดียวกันๆ ถามหาพระพุทธเจ้าองค์ไหนองค์นั้นชื่อว่าอย่างไรองค์นี้ชื่อว่าอย่างไร พระนามของท่านชื่อว่าอย่างไรไม่ถาม

ธรรมชาติที่บริสุทธิ์นี้เป็นอันเดียวกันเหมือนกันกับน้ำที่ตกลงมาจากฟ้านั่น ละ เมฆก้อนไหนก็ตามลงมาสู่น้ำมหาสมุทรแล้ว เป็นน้ำมหาสมุทรอันเดียวกันหมดเลยไม่ได้แยกแยะว่าเมฆก้อนหนึ่งเป็นฝนมาจาก เกาะไหนดอนใดไม่มีลงนั้นแล้วเป็นมหาสมุทรอันเดียวกันหมด อันนี้พอผางขึ้นมหาวิมุตติมหานิพพานแล้วเป็นอันเดียวกันหมด ถามที่ไหนเมฆก้อนไหนตกลงมาก็เป็นมหาวิมุตติมหานิพพาน เมฆหมายถึงธรรมก้อนไหนตกเข้ามาในหัวใจเราจากความเพียรของเราก็เป็นมหา วิมุตติมหานิพพานไปตามๆ กันหมด หายสงสัยตั้งแต่บัดนั้นมาหายสงสัยแล้ว การเกิดการตายเราจึงไม่ได้คำนึงถึงเรื่องการเกิดการตายของเรา เราพูดจริงๆ เปิดให้พี่น้องทั้งหลายฟังเสีย หมดเรื่องภพเรื่องชาติล้างป่าช้าในชาตินี้ล้างหมดเรียบร้อยไม่มีเหลือ ก็จะมีตั้งแต่เวลาเราตายนี้เขาจะเอาศพของเราไปให้ไฟเผาเท่านั้นเอง ข้อแม้อันหนึ่งนั้นคือว่าพินัยกรรมของเราได้ประกาศไว้แล้วตั้งแต่เรายังไม่ ตายนี่เวลาเราตายบรรดาญาติโยมลูกศิษย์ลูกหาทางใกล้ทางไกลที่นับถือพุทธศาสนา เวลาเราตายนี้ ต่างคนก็ต่างจะเอาสมบัติเงินทองเข้ามาอนุโมทนา มันทนไม่ไหวแล้วจะต้องตายก็ต้องยอมรับ ปัจจัยทั้งหลายก็มาทุ่มให้เราๆ ศพเมรุเน่าๆ นั้นแหละ

พอเขาถวายหมดแล้วเราก็มีพินัยกรรมของเราอีก นี่เวลาเราตายนี้แล้วท่านผู้ใดที่มีศรัทธาความเคารพเลื่อมใสต่อเรา เห็นว่าสุดวิสัยแล้วต่างก็เอาจตุปัจจัยไทยทานมาบริจาค ทีนี้จตุปัจจัยไทยทานที่มาบริจาคเรามีพินัยกรรมไว้เรียบร้อยแล้ว เวลาเราตายพินัยกรรมของเราบอกว่า สมบัติเงินทองข้าวของที่พี่น้องทั้งหลายมาบริจาคทานเพื่อเผาศพของเรานี้ สมบัติเหล่านี้เราตั้งกรรมการรับผิดชอบไว้หมดเลย พอเสร็จเรียบร้อยแล้วจะยกเงินทองทั้งหมดนี้เอาไปซื้อทองคำเข้าสู่คลังหลวง ตัวเราเองจะเผาด้วยไฟเท่านั้น หายห่วงไปเลย ลบป่าช้าความเกิดแก่เจ็บตายไปหมด นรกสวรรค์ชั้นไหน พรหมโลกอยู่ชั้นไหนลบหมดไม่มีอะไรเหลือ หากประจักษ์ในหัวใจนี้เอง เหลือตั้งแต่ นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ เหลือเท่านั้นละ คำว่านิพฺพานํ คือธรรมธาตุ จิตเป็นธรรมธาตุ จิตเป็นธาตุ ธาตุเป็นจิต เรียกว่าเป็นธรรมธาตุแล้ว หาอะไรอีก หมดโดยสิ้นเชิง นี่ละการปฏิบัติมาตั้งแต่ล้มลุกคลุกคลาน ตะเกียกตะกายแทบเป็นแทบตายก็มาเป็นในคืนวันนั้นละ เป็นที่วัดดอยธรรมเจดีย์ เวลา ๕ ทุ่ม วันที่ ๑๕ พฤษภา ๒๔๙๓ นี่ละกิเลสได้ขาดสะบั้นลงจากใจ

ตั้งแต่บัดนั้นมา เราจึงไม่เคยลืมบุญลืมคุณของวัดดอยธรรมเจดีย์นะ คุณอันนี้ฝังลึกมากทีเดียว เราระลึกย้อนหลังไปหาพระพุทธเจ้าที่ทรงตรัสรู้ในต้นโพธิ์ใหญ่ ได้ถือต้นโพธิ์เป็นคู่เคียงของพุทธศาสนา เพราะพระองค์ทรงเห็นบุญเห็นคุณของต้นโพธิ์ใหญ่นั้น นี่ก็เห็นบุญเห็นคุณของธรรมกองใหญ่ ธรรมธาตุขึ้นในที่นั่น จึงไม่มีวันลืมเลย ขอให้พี่น้องทั้งหลายจำเอาไว้นะ ทุกคนให้จำเอาไว้ นี่ละการปฏิบัติศีลธรรม ปฏิบัติไม่หยุดไม่ถอยได้ไม่สงสัย คำว่าตรัสรู้บรรลุธรรมอย่างนี้ก็ไม่เคยได้คิดได้อ่าน แต่ก่อนพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร องค์นั้นเป็นอย่างไร องค์นี้เป็นอย่างไร มันไขว่มันคว้าไปหมด พอธรรมธาตุได้ผางขึ้นมาในหัวใจแล้วพระพุทธเจ้าเป็นองค์เช่นไรไม่ถามธรรมะแท้ เป็นอย่างไรไม่ถาม พุทธะ ธรรมะ สังฆะ เป็นธรรมอันเดียวกันทีนี้ก็ไม่ต้องถามใคร เป็นอันเดียวกันหมด ให้พากันจำเอานะ เอาละวันนี้เทศน์เพียงเท่านี้..”

( พระธรรมเทศนา : นาทีบรรลุธรรมขององค์พระหลวงตามหาบัว )
ที่มา - board.palungjit.com

ใครวางก่อนก็สบายก่อน


พระอาจารย์ กล่าวว่า เรื่องของการไปอยู่วัด ปฏิบัติที่วัด อย่าไปตั้งความหวังไว้สูงว่าทุกอย่างต้องดี เกิดจาก ๒ สาเหตุด้วยกัน สาเหตุที่ ๑ ก็คือ ไม่ว่าสถานที่จะดีแค่ไหน ครูบาอาจารย์ดีแค่ไหน แต่คนที่อยู่ในที่นั่นก็ยังเป็น “คน” ในเมื่อยังเป็น “คน” อยู่ โอกาสที่ “คน” กับ “คน” จะกระทบกระทั่งกันก็เป็นเรื่องปกติ ถ้าเราไปตั้งความหวังเอาไว้สูง คิดว่าทุกคนจะต้องดีกับเราหมดอย่างกับเป็นพระอรหันต์ ก็ฝันไปเถอะ..!

ประการที่ ๒ ก็คือ บุคคลที่ตั้งใจปฏิบัติจริง มักจะเจอการทดสอบหนักๆ แล้วการทดสอบก็มาในแง่ของรัก โลภ โกรธ หลง ดังนั้น..จะไปอยู่ที่ไหนก็ตาม ต้องระมัดระวังตัวอยู่เสมอ ทำอย่างไรที่จะให้ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราสามารถเอามาพัฒนา กาย วาจา ใจ ของเราให้ดีกว่าปัจจุบันให้ได้ ถ้าทำอย่างนั้นได้ ก็แปลว่าเราจะมีแต่ความก้าวหน้าส่วนเดียว ถือคติง่ายๆ แบบอาตมาตั้งแต่แรกคือ ใครวางก่อนก็สบายก่อน ใครไม่วางก็ช่างหัวมัน เชิญแบกไปเถอะ..!

ใหม่ๆ ไปอยู่วัด อาตมายังเป็นวัยรุ่น ขนาดตอนบวชอายุ ๒๗ เจอบางคนก็ยังเรียกว่าเณรอยู่เลย ตอนนี้ ๕๔ ปี ค่อยดูเป็นพระขึ้นมาหน่อยหนึ่ง ตอนนั้นหน้าตาไม่ให้ บุคลิกไม่ให้ แต่ดันเป็นคนไม่ค่อยชอบพูด เอาแต่ภาวนาอย่างเดียว คนอื่นเขาก็ยิ่งหมั่นไส้

จำได้ว่าปฏิบัติทุ่มเทกับหลวงพ่อจริงๆ ตอนอายุ ๑๖ ปี ก็คือปี ๒๕๑๘ มาเริ่มพูดกับมนุษย์มนาตอนอายุ ๒๕ ปี เวลา ๙ ปีเต็มๆ ที่ไม่ค่อยพูด เพราะมีความสุขอยู่กับการภาวนา คอยระมัดระวังรักษาอารมณ์ตัวเองไม่ให้เสีย ก็เลยกลายเป็นเหมือนหยิ่ง ไม่ยอมพูดกับใคร

แต่คราวนี้ช่วงก่อนหน้านั้นประมาณ ๑ ปี เริ่มเป็นครูสอนมโนมยิทธิ ครูเลิกสอนก็นั่งเงียบ ลูกศิษย์เขาสงสัยอะไรก็ไม่กล้าถาม แล้วไปถามคนอื่น คำตอบมาเข้าหูพอดี ฟังก็รู้ว่าไม่ใช่ ก็เลยมาคิดว่า เอ..แล้วเราจะทำอย่างไร ? เราจำเป็นต้องพูดแล้ว ถ้าไม่พูดเดี๋ยวพวกไม่รู้จริงจะพาลูกศิษย์เข้ารกเข้าพงหมด

เห็นพวกพี่ป้าน้าอาเขาจับกลุ่มคุยกันอยู่ ก็เลยไปนั่งร่วมวงกับเขาดื้อๆ “ขออนุญาตผมคุยด้วยได้ไหมครับ ?” เล่นเอาเขาแตกตื่นกันหมดทั้งวงเลย โดยเฉพาะ ป้าน้อย (กานดา) แกประเภทเป็นคนพูดอะไรไม่เกรงใจใครอยู่แล้ว “แหม...ไอ้หนู ป้าคิดว่าชีวิตนี้เอ็งจะไม่พูดกับใครแล้ว” ตั้งแต่นั้นมาก็ค่อยๆ หัดพูด คำว่าหัดพูดก็คือ ต้องตั้งสติระมัดระวังไว้ว่า สิ่งที่เราพูดควรจะเป็นประโยชน์กับผู้อื่นเขา ไม่อย่างนั้นจะเป็นวาจาไร้ประโยชน์

ก็เลยเป็นอะไรที่ตลกมาก ใครที่เคยพบอาตมาตอนก่อนอายุ ๒๕ ปี เขาไม่เชื่อหรอกว่าปัจจุบันนี้จะมานั่งพูดได้ทั้งวัน สมัยนั้นเอาแต่นั่งอมลิ้นมากกว่า

สนทนากับพระครูวิลาศกาญจนธรรม (พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
ณ บ้านวิริยบารมี ต้นเดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๖

ที่มา - 

จุดเริ่มต้นของการปรารถนาพระโพธิญาณของสรรพสัตว์ทุกรูปทุกนาม



พระอาจารย์ กล่าวว่า พระ โพธิสัตว์เป็นผู้มุ่งขนถ่ายสัตว์โลกข้ามวัฏสงสาร สิ่งที่ท่านทำเป็นการทำเพื่อคนอื่น ในเมื่อทำเพื่อคนอื่นโดยเฉพาะคนจำนวนมาก ก็เลยต้องศึกษาอะไรให้รู้มากที่สุด เพื่อที่จะได้สอนได้ทุกคน ในเมื่อเป็นดังนั้น ความรู้แต่ละขั้นกว่าจะได้ต้องย้ำแล้วย้ำอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก คนอื่นทำ ๑ - ๓ ครั้งอาจจะผ่านเลย ท่านต้องว่าเป็นร้อยเป็นพัน เป็นหมื่นเป็นแสนครั้ง ฟังๆ ดูแล้วแปลกๆ

พระโพธิสัตว์มักจะมีปัญญาฉลาดมาก แต่ตอนทำอะไรสักชิ้นหนึ่ง เหมือนกับทดลองแล้วทดลองอีก ทำวิจัยแล้ววิจัยอีก จนกระทั่งมั่นใจจริงๆ ว่าไม่มีแง่มุมไหนลอดผ่านไปได้แล้ว ท่านถึงยอมวางมือ ก็เลยกลายเป็นช้ากว่าคนอื่น

เราเดินขึ้นบันไดมา บางทีไม่ได้นับหรอกว่าบันไดมีกี่ขั้น แต่พระโพธิสัตว์ท่านต้องรู้ว่าบันไดนั้นทำด้วยอะไร กว้างยาวเท่าไร ใช้วิธีไหนสร้างขึ้นมา ประกอบด้วยวัสดุอะไรบ้าง เพื่อที่ท่านจะได้ทำบันไดให้คนอื่นเขาเดิน ยากกว่ากันขนาดนั้น

การ ปรารถนาพระโพธิญาณไม่ใช่ของแปลก เพราะว่าพุทธประเพณีอย่างหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์จะต้องแสดงก็คือการ เปิดโลก ให้สรรพสัตว์ทั้งหลายเบื้องบน ตั้งแต่พระนิพพาน เบื้องล่างยันอเวจี เห็นตลอดถึงกันหมด ทำให้สรรพสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นได้เห็นว่า นี่คือผู้ที่เลิศที่สุด ไม่มีใครยิ่งไปกว่า แล้วก็เลยเกิดความปรารถนาลึกๆ ในใจว่า ถ้าเราเป็นอย่างนั้นได้ก็ดี

ตรงจุดนี้แหละที่เป็นจุดเริ่มต้นของการปรารถนาพระโพธิญาณของสรรพสัตว์ทุกรูปทุกนาม มดแดงแมงน้อยอะไรก็มีสิทธิ์ทั้งนั้น คราวนี้ก็บำเพ็ญบารมีไปเถอะ ๔ อสงไขยกับแสนมหากัป นี่แค่หลักสูตรตอนสอบ ส่วนตอนเรียนนั่นต่างหาก ไม่ได้นับ บาลีเขาบอกว่า จิตติตัง สัตตะ สังเขยยัง นวะสัง เขยยะ วาจะกัง คิด ว่าเราจะเป็นพระพุทธเจ้านี่ ๗ อสงไขย พูดว่าเราจะทำเพื่อความเป็นพระพุทธเจ้านี่อีก ๙ อสงไขย แล้วตั้งตาตั้งตาทำเพื่อความเป็นพระพุทธเจ้าอีก ๔ อสงไขยกับแสนมหากัป รวมแล้ว ๒๐ กับเศษ ๑ ไม่เห็นต้นไม่เห็นปลายเลย ถ้ากำลังใจไม่แน่วแน่จริงๆ ก็ถอยกันหมด

สนทนากับพระครูวิลาศกาญจนธรรม (พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
ณ บ้านวิริยบารมี ต้นเดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๖

ที่มา - board.palungjit.com

วันพุธที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

อาการชอบปรามาสพระรัตนตรัย แก้ไขอย่างไร


ถาม : เป็นอะไรไม่ทราบค่ะ ชอบปรามาสพระรัตนตรัย เมื่อก่อนไม่เป็น แต่ตอนนี้เป็น ?

ตอบ : เรื่องปกติ..คนจะก้าวเข้าใกล้ความดี มารเขาก็กันสุดชีวิต เพราะถ้าเรายังปรามาสพระรัตนตรัยอยู่ เราก็ก้าวเข้าถึงความเป็นพระอริยเจ้าไม่ได้ ถ้าคนไม่ได้เดินใกล้ประตู เขาไม่กันให้เสียเวลา เพราะฉะนั้น..เขารู้ว่าเราใกล้ความดี เขาถึงกันเรา

ให้เราตั้งหน้าตั้งตาขอขมาพระไปเรื่อยๆ ถ้าเราไม่หวั่นไหว รู้ทัน เราขอขมาพระไปเรื่อยๆ ไม่สนใจ เขารู้ว่ากันเราไม่อยู่ เขาก็ปล่อย เขาแค่กวนน้ำให้ขุ่น ถ้าเรามัวแต่ไปขุ่นและกังวลอยู่ เราก็ไม่ก้าวหน้าเสียที

ถ้าสติสัมปชัญญะเราสมบูรณ์ เราไม่คิดไม่ทำอย่างนั้นอยู่แล้ว ถ้าเราไม่หวั่นไหว ขอขมาไปเรื่อย เขาทนคนหน้าด้านไม่ไหว ก็ถอยไปเอง หลังจากนั้นก็ไม่มาอีก เพราะเขารู้ว่าทำให้เราหวั่นไหวไม่ได้


สนทนากับพระครูธรรมธรเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนสิงหาคม ๒๕๕๔


วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

พบเทวดาใหม่


พบเทวดาใหม่

จาก หนังสือ กฎของกรรม เล่ม ๓

เป็นการบันทึกความจำ ถึงแม้ว่าเสียงจะไม่ดีก็ไม่เป็นไร พอฟังรู้เรื่องก็ใช้ได้ เมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๓๕ วันนั้นเหนื่อยมาก เพราะตอนเช้าต้องบันทึกเสียง ต้องทำธนาณัติด้วย ต้องบันทึกเสียด้วยบันทึกเสียงไป ๑ ชั่วโมงก็เหนื่อยเพราะร่างกายไม่ดี แต่ว่านอนพักผ่อนนิดหน่อยแล้วก็มีความรู้สึกว่า งานที่จะต้องทำมีอยู่หรือไม่ หลังจากนั้น เมื่อคิดถึงเรื่องงานเสร็จ ก็เริ่มจับอานาปานุสติกรรมฐาน ตั้งอารมณ์ให้สบาย พอจับอานาปานุสติพอหายใจเข้า ไม่ทันจะหายใจออก จิตก็เริ่มเงียบ เมื่อจิตเริ่มเรียบก็ได้ยินเสียงว่า วันนี้ก่อนที่จะไปสวรรค์ ให้ไปสำนักงานผมก่อน นั่นเป็นเสียงของพระยายมก็หันไปตามเสียงเห็นท่านพระยายมกับนายบัญชี ท่านมาทั้ง ๒ องค์ เมื่อวันที่ ๒๒ นี่แปลก ท่านมาในรูปเครื่องทรงเต็มยศ มีชฎา มีรองเท้า มีอะไรต่ออะไรเสร็จ แพรวพราวเป็นระยับสวยสดงดงามมาก ก็ถามท่านว่า จะมีเรื่องอะไรรึ ท่านบอกว่า ไปก็แล้วกันไปที่โน่นแล้วจะรู้เองว่ามีเรื่องอะไร ก็ตัดสินใจ ไปตามท่าน พอจะก้าวเดินเครื่องแต่งกายเก่าก็หายไปก็มีเครื่องแต่งกายใหม่เข้ามาสวม เป็นเครื่องแต่งกายชุดสีขาว เพชรสีขาว ขาวล้วนหมด แพรวพราวเป็นระยับ ก็เดินตามท่านพระยายมกับท่านนายบัญชีไป เมื่อใกล้จะถึงวิมานของท่าน ก็ปรากฏว่ามีเทวดายืน ๒ แถวคอยรับ เห็นจะรับพระยายมกับนายบัญชีมากกว่า เพราะท่านเป็นนาย แต่เทวดาทั้งหมดวันนี้ไม่มีใครแต่งตัวชุดทำงาน เป็นการแต่งตัวเต็มยศหมด ครั้งเดินผ่านคณะเทวดาไปแล้ว มองเห็นข้างหน้าเป็นโรงพิธีใหญ่ ความจริงที่นั่นเป็นบริเวณวิมานของพระยายม เป็นโรงพิธีใหญ่ สวยสดงดงามมาก เป็นสีทอง สีทองผสมแก้ว กว้างขวางมาก แล้วก็มีแท่นแก้วผสมทอง ตั้งอยู่กลาง มีเก้าอี้แก้วผสมทองตั้งอยู่เรียงราย ก็รู้ว่าที่ตรงนี้เป็นที่ของเรา ก็นั่งอยู่ที่เก้าอี้

เมื่อพระยายมท่านนั่ง นายบัญชีนั่งแล้ว ก็ถามว่าไม่เห็นมีอะไรนี่ เห็นมีแต่ห้องว่าง ๆ ท่านก็บอกว่า ประเดี๋ยวก็มี พอท่านพูดจบก็มีเทวดานางฟ้ามา เกินแสนคน ที่รู้ว่าเกินแสนคนเพราะพระยายมท่านบอก พระยายมกับนายบัญชี ท่านบอกว่า วันนี้เทวดากับนางฟ้ามาเกินแสนคน แต่งตัวชุดสีขาวล้วน เป็นแก้วขาว มานั่งอยู่เบื้องหน้า ก็แปลกใจเรื่องจะประชุมเทวดา ก็ปรากฏว่ามีอยู่แล้วที่ เทวสภา แต่ที่นั่นแต่งตัวหลากสี ตามบุญบารมีของตน แต่ว่าที่นี่ เทวดาเป็นสีเดียวกันหมด เป็นสีขาวหมด ก็คิดในใจว่าเทวดาพวกนี้ คงจะเป็นเทวดาชั้นยามาพอนึกเท่านี้ท่านพระยายม ท่านก็บอกว่าใช่ เป็นเทวดาชั้นยามา เป็นชั้นที่จะบำเพ็ญกุศลต่อ ก็ถามว่าเทวดาจะมาทำไม ท่านก็มองไปที่เทวดา ก็มีเทวดาองค์หนึ่งบอกว่าผมเพิ่งเกิดใหม่ครับ เพิ่งเป็นเทวดาใหม่ ๆ เพิ่งเกิดวันนี้เอง เพิ่งเกิดพร้อมกัน ๓ องค์ นอกจากนั้นก็เป็นเทวดารุ่นเก่า ก็นึกว่าเทวดาเหล่านี้มาจากไหนบ้าง ก็มีเทวดาหลายท่าน บอกว่า ผม... ฉัน..เคยเกิดเป็นสุนัขของท่านที่วัดท่าซุงและวัดสะพานและก็วัดโพธิ์ เป็นอันว่าสุนัขที่ไปเกิดเป็นเทวดา มองดูแล้วเกินกว่า ๑๐๐ องค์ นี่แปลว่าหมาที่ตายไปแล้วนะเขาเกิดเป็นเทวดาแต่งตัวชุดขาวล้วนเปล่งปลั่งสวย สดงดงามมาก ก็ถามเทวดาองค์นั้นว่า ท่านมีความต้องการอะไรเทวดาใหม่ เทวดาใหม่ก็บอกว่า ผมอยากจะให้ท่านบวชพระให้ผมสักองค์ ก็ถามว่า บวชไปทำไม ผมต้องการอานิสงส์บวชพระครับ ก็ถามว่าในสมัยที่มีชีวิตอยู่เป็นคน ทำไมจึงไม่บวช เธอก็ตอบว่าหาเวลาบวชไม่ได้ มันไม่ว่าง

ก็ถามว่า ไปเป็นเทวดาได้อย่างไร? ทำอย่างไรจึงเกิดในสวรรค์ได้ ในเมื่อไม่ได้บวช เธอก็ตอบว่า อาศัย บุญเล็กน้อย ผมเป็นคนมีกำลังใจไม่แน่นอน การภาวนาก็ไม่แน่นอน การบูชาพระก็ไม่แน่นอน หมายความว่าไม่เป็นเวลาเฉพาะ ถ้านึกขึ้นมาเมื่อไรก็บูชาพระเมื่อนั้น เวลาภาวนาก็เช่นเดียวกัน เวลาภาวนา ๆ ไปจิตมันฟุ้งซ่านก็เลิก ทำบ้างไม่ได้ทำบ้าง มาทำจริงจังตอนป่วยใกล้จะตาย อีตอนป่วยครั้งนี้ อันดับแรก มีการอืดเสียดที่ท้องแล้วก็เจ็บที่คอ กลืนน้ำก็เจ็บ กลืนข้าวก็เจ็บ ในเมื่อมันเจ็บ ก็ต้องทนกลืนกิน นึกในใจว่าการเกิดเป็นคน ก็ไม่ได้นึกถึงนิพพาน ตั้งใจภาวนาว่าพุทโธเคยอ่านในหนังสือประวัติหลวงพ่อปานที่ท่านเขียนให้ใช้คำ ภาวนาว่าพุทโธ ก็นึกภาพพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่งที่ศีรษะ ภาวนาไป ภาวนาไป โรคก็กำเริบขึ้น ในที่สุดก็ตาย พอตายมาแล้วปรากฏว่ามีวิมานสวย เครื่องแต่งกายสวย แต่รัศมีก็ดีวิมานก็ดีเครื่องแต่งกายก็ดี สวยสู้คนที่เขาทำบุญบวชพระไม่ได้

ก็ถามว่าในชีวิตหนึ่งน่ะที่คนเขาบวชพระ ไม่มีใครเขาบอกบุญมั่งรึ เธอก็บอกว่ามี แต่ว่าไม่ได้ตั้งใจทำบุญชัด ทำไปตามที่เขาขอมา เขาขอมาก็ให้ไป บาทนึงบ้าง สองบาทบ้าง ๑๐ บาทบ้าง ๒๐ บาทบ้าง สักแต่ว่าให้ ไม่ตั้งใจทำบุญ ฉะนั้นรัศมีกายของผมก็ดี ร่างกายก็ดี วิมานก็ดี จึงสวยสดงดงาม ไม่เท่าคนที่เขามีอานิสงส์บวชพระ ผมอยากจะให้ท่านจัดการบวชพระให้ผมสักองค์หนึ่ง ก็เลยบอกว่า ไม่ได้หรอก เวลาเป็นคนทำไมไม่นึกถึงความดี ความดีมีเยอะ เขาบวชพระกัน คนเขาตั้งใจทำบุญ ทำไปอย่างนั้นมันเสียเปล่า ไม่เกิดประโยชน์ ไม่มีศรัทธา ทำไมไม่ตัดสินใจว่า เขาบวชพระ มันได้บุญ เราไม่มีโอกาสจะบวช ก็ร่วมบวชกับเขา ให้ตั้งใจเป็นกุศลแต่นี่ไม่ได้คิดอย่างนั้นกลับทำเพื่อเป็นการเสียไม่ได้ จะให้ฉันช่วยน่ะ ฉันไม่ช่วยหรอก เพราะเป็นเทวดาแล้วก็พอแล้ว เมื่อเวลาพระพุทธเจ้าเทศน์ทำไมจึงไม่ฟัง พระยายมบอกว่า เทวดาองค์นี้ เพิ่งเกิดวันนี้ครับ เพิ่งเกิดวันนี้ ไปวิมานแล้วก็มาที่นี่

ถามว่า อีก ๒ องค์ มีความต้องการอะไร อีกสององค์ก็ตอบว่าต้องการเหมือนกันครับ แต่ไม่อยากขอ ถามว่าทำไมจึงไม่อยากขอ ผมคิดว่าท่านก็ไม่ให้ ก็เลยบอกว่า ฉันจะให้ทำไม ความจริงสมัยที่เป็นคน เขาก็บอกแล้วว่าทำบุญอย่างนั้นทำบุญอย่างนี้ มีอานิสงส์แบบนั้น มีอานิสงส์แบบนี้ แต่พวกเราไม่เอากัน

จึงหันไปถามเทวดาทั้ง ๒ องค์ว่า ก่อนจะตายในสมัยที่เป็นมนุษย์ทำบุญอะไรไว้ จึงมาเป็นเทวดาที่นี่ ท่านก็บอกว่า บุญ ที่ผมทำน่ะมีหลายอย่าง แต่ว่ามันเป็นบุญผิวเผิน เช่น ๑ การให้ทานก็ให้ก็ให้แบบเทวดาองค์ก่อนน่ะแหละ ขอทานมาก็ให้แบบเสียไม่ได้ เขาทำบุญทอดกฐิน ผ้าป่า บวชพระ มาบอกบุญ ก็ทำประเภทเสียไม่ได้ แล้วต่อมาในวันพระ เขาไปวัดกันก็ไปกับเขา ไปตามประเพณี พระให้ศีลก็รับ แต่ไม่ได้รักษาศีล กลับมาบ้านก็ทำบาปตามเดิม วันดีไม่ละ วันพระบางทีก็ไม่ได้เว้น ก็เลยบอกว่าอาการอย่างนี้ มันควรจะไปนรก ทำไมถึงได้มาเป็นเทวดา เขาบอกว่าผม อ่านหนังสือประวัติหลวงพ่อปาน ที่ท่านเขียน แต่ว่าผมไม่เคยรู้จักตัวท่าน จึงมาขอร้องพระยายม บอกอยากจะรู้จักตัว ถามว่าบ้านอยู่ที่ไหน เธอบอกว่าบ้านอยู่ใกล้เชียงตุง เชียงตุงนี่มันเลยเชียงรายไป ถามเดิมมีอาชีพอะไร ก็บอกว่ามีอาชีพทุกอย่าง แม้แต่ขายฝิ่นก็ขาย เฮโรอีนก็ขาย แต่ลักวัวลักควายไม่เป็น ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต แต่จิตก็เป็นกุศลอยู่บ้าง มีพระท่านไปธุดงค์ ท่านก็แนะนำให้ใช้ภาวนา เพราะไม่ต้องลงทุนมากเพราะการลงทุนผมไม่ชอบเงินไม่ค่อยมีด้วย และก็ไม่อยากจะให้ใคร เพราะทรัพย์สินหาได้ยาก ถ้าใช้คำภาวนาหรือบูชาพระ ไม่ต้องลงทุน ผมก็เลยใช้วิธีบูชาพระ กับคำภาวนาเป็นปกติ แล้วก็ใช้เวลาไม่นานนัก ครั้งหนึ่งเพียง ๙ - ๑๐ นาทีก็เลิก จิตก็สงบบ้างไม่สงบบ้าง เป็นอันว่า การปฏิบัติจิตไม่เข้าถึงฌาน ได้แค่อุปจารสมาธิ แต่ก็เอาอารมณ์แน่นอนไม่ได้บางครั้งก็ถึง บางครั้งก็ไม่ถึง บางวันก็ทำ บางวันก็ไม่ได้ทำ ไม่แน่นอนนัก

พอตายมา ก่อนที่จะตาย อาการที่เป็นคือ อาการในทรวงอกเป็นโรคในทรวงอก คือเป็นฝีในท้อง เป็นฝีที่ปอด เขาเรียกว่า วัณโรค ในเมื่อวัณโรคมันถามหา มันมาพบ มันก็จับกิน กินยาสมุนไพรมันก็ไม่หาย ให้หมอฉีดยาก็ฉีดไม่ได้มากเพราะสตางค์ไม่มีหมอเขาเอาเงิน ก็ต้องทนทุกข์ทรมานมานานหลายปี แต่โรคนี้ดีอย่างที่มันไม่รบกวนอารมณ์ มันไม่มีทุกขเวทนามาก เป็นแต่เพียงว่า กำลังกายไม่ดี การทรงตัวไม่ดี แต่ว่าจิตใจดี เดินไปไหนก็คล่อง มันก็ไม่ไอ เลยไม่เป็นที่รังเกียจของคน

ถามว่าเวลาจะตายอาการเป็นอย่างไร ตอบว่าขณะที่ป่วยผมก็ภาวนาเรื่อย ๆ ภาวนาว่าพุทโธ ๆ อยากจะไปหาท่านที่วัดท่าซุงก็ไม่มีสตางค์ เลยใช้หนังสือประวัติหลวงพ่อปานที่หลานชายไปเรียนที่กรุงเทพไปซื้อมาจากบ้าน เจ้ากรมเสริมหนังสือเล่มอื่นอ่านก็ไม่ชอบใจ ชอบใจหนังสือประวัติหลวงพ่อปาน เห็นว่าท่านเที่ยวสวรรค์ก็ได้ นรกก็ได้เป็นต้น ก็อยากจะเที่ยวบ้าง ก็เป็นอันว่าไม่มีโอกาสจะเที่ยวเพราะสมาธิไม่ทรงตัวมากนัก แต่รู้สึกว่าเวลาป่วยนี้ขยันภาวนาหน่อย ทำครั้งหนึ่งก็เพียง ๕ นาที ๑๐ นาที หรือไม่ถึงบ้าง ในที่สุดวันจะตาย อาการใหม่มันเกิดขึ้น นั่นคืออาเจียนเป็นโลหิต อาเจียนออกมาเป็นกระโถน ๆ ๒ กระโถนกว่าหมดแรง นอนใจสั่นริก ๆ ลูกเมียญาติพี่น้อง คนบ้านใกล้เรือนเคียงเขาก็มาดูกัน เขาเอากระโถนเลือดไปตั้งไว้ ทุกคนมองเห็นก็หน้าเสียคิดว่าคราวนี้คงจะตายแน่ หมอก็ไม่มี มีหมอเหมือนกันแต่สตางค์ไม่มีเพราะว่าแถวนั้น มีแพทย์ศาสตร์พาณิชมาก แพทย์ศาสตร์เมตตาบารมีนี่หาน้อย ก็เลยต้องทนกินยาสมุนไพร มันก็ไม่ถูก ในที่สุดภาวนาไปภาวนามา ก่อนจะตายก็เห็นพระเห็นภาพพระพุทธรูปลอยอยู่ข้างหน้า ก็ดีใจว่าเราเห็นพระ หลังจากนั้นจิตก็หลุดออกจากร่างกาย

อีตอนจิตหลุดนี่บรรดาท่านทั้งหลาย ตอนนั้นทุกขเวทนามันจะบรรเทา มันจะไม่มีทุกขเวทนาเลย จิตมันรู้สึกเป็นสุข ร่างกายก็เป็นสุข อาหารป่วยต่าง ๆ ไม่ปรากฏ อาการมันมี แต่ไม่ปรากฏ ในด้านจิตใจ จิตสงบ ภาวนาไปภาวนามา แต่จิตไม่ถึงฌานก็ตาย

อีตอนตาย นี่ท่านผมไม่รู้สึกตัวว่าตายและไม่รู้ว่าออกมาจากร่างกายเมื่อไร มันรู้สึกต่อเมื่อมายืนอยู่ข้างนอกแล้ว เห็นร่างกายที่นอนแบบอยู่ร่างกายซูบผอมเห็นเลือดในกระโถน ๒ กระโถนเศษ ก็ยืนมองอยู่คิดว่าร่างกายที่แสนจะสกปรกเราอยู่กับมันได้อย่างไรตั้ง ๖๐ ปีเศษ เราทนทุกขเวทนาอยู่กับร่างกาย ๖๐ ปีเศษ ร่างกายก็เต็มไปด้วยความสกปรกโสโครกมันมีน้ำเลือดน้ำเหลือง น้ำหนอง ไม่อยากจะเข้าไปอีก

มาดูร่างกายใหม่ ก็รู้สึกมีร่างกายเบา แต่งตัวสวย มีเครื่องประดับสวย แก้วก็ขาว เป็นเพชรขาวทั้งหมด พื้นเสื้อผ้าก็ขาว ขยับตัวก็เบา ก็มีความรู้สึกว่า เราอยากจะไปที่ใดที่หนึ่ง ที่เราควรจะไปได้ ก็ปรากฏว่า ไปเกิดเป็นเทวดาอยู่ชั้นยามา ชั้นยามานี่แต่งตัวสีขาวหมด

พอเข้าในวิมานเรียบร้อยแล้วก็ลองดูทิพย์สมบัติ เห็นบริวารก็มาก ทิพยสมบัติก็มาก สวยสดงดงาม วิมานก็ขาวสวย มีบริเวณกว้าง นั่งนึกถึงความเป็นมนุษย์ ถ้าเราไม่ประมาทเราจะดีกว่านี้ แต่ว่าในขณะเดียวกันก็มีเสียงบอกว่าเวลานี้พระยายมกับนายบัญชีสั่งจัดวิมาน เป็นพิเศษเพื่อรอรับเทวดาใหม่วันนี้ ท่านจะไปรับ ฤๅษีลิงดำมา ถ้าขืนไปช้าจะไม่ทัน เพราะว่าตามปรกติ ฤๅษีลิงดำ จะไปเทวสภาเสมอทุกวัน เมื่อฟังข่าวว่าฤๅษีลิงดำก็ดีใจว่าเราไม่เคยเห็นตัวท่าน ไม่เคยรู้จักหน้าท่านเห็นแต่หนังสือหลวงพ่อปาน อ่านแล้วชอบอกชอบใจมาก จึงได้ออกจากวิมานตรงมาที่นี่ขอรับ

ก็ถามองค์ที่ ๓ ว่า ต้องการอะไรรึ? องค์ที่ ๓ บอกว่าผมต้องการเหมือนกันแต่ไม่อยากบอก บอกแล้วท่านก็ไม่ทำให้ เธอหันมาบอกองค์ที่ ๒ ว่าเมื่อกี้นี้ไม่อยากบอก แต่บอกได้ แต่ไม่ทำหรอก บอกก็ไม่ทำให้เพราะมีพระพุทธเจ้ามาเทศน์อยู่แล้ว เพราะพระพุทธเจ้าไปเทศน์ทุกวันที่เทวสภาอยากจะได้อะไร องค์ที่สองบอกอยากจะได้สังฆทาน เพราะวิมานใกล้ ๆ เขาถวายสังฆทานเป็นปกติ ที่ท่านไปซอยสายลมบ้าง เขามาถวายที่วัดบ้าง วิมานของเขาใหญ่มาก แล้วก็สวยมาก แสงของวิมานก็แสงสว่างมาก ตัวเขาก็มีเครื่องประดับสวย แสงสว่างก็มากกว่าผมเยอะ ผมก็อยากจะให้ท่านถวายสังฆทานให้ ก็เลยบอกว่า ฉันไม่ทำหรอก เมื่อเป็นมนุษย์รู้อยู่แล้วว่าอะไรดีไม่ดี ทำไมจึงไม่ทำ แกก็ตอบว่าผมเป็นคนจนครับ ก็เลยบอกว่า คนจนทำไมจะถวายสังฆทานไม่ได้ ถ้าเราไม่มีเงิน เอาข้าวสวยสัก ๑ ทัพพี ไม่มีกับข้าวก็เกลือสักก้อนหนึ่ง เพื่อเป็นกับกิน ไปถวายในหมู่ของพระไม่ต้องมาตั้งท่าถวายว่า อิมานิ มยัง ภันเต ไม่ต้องว่าอะไรทั้งหมด เอาไปถวายพระที่วัด พระมีเกิน ๕ องค์ พระตั้งแต่ ๔ องค์ขึ้นไป เขาถือเป็นสังฆทานเท่านี้มันก็เป็นสังฆทาน แล้วทำไมจะต้องรอเงินมาก ๆ
แกบอกว่าทายกเขาอยู่บ้างบ้านเขาแนะนำว่าถวายสังฆทานต้องมีปิ่นโตถวาย พระองค์ละ ๒ เถา กับข้าว ๑ เถา ขนม ๑ เถา ข้าวสุกอีก ๑ กาละมัง ให้นิมนต์พระมา ๕ องค์ขึ้นไปจึงจะเป็นสังฆทาน นี่ผมพบทายกโง่ ๆ แบบนี้ ผมก็เลยโง่เหมือนทายก เป็นอันว่าการถวายสังฆทานนี่ไม่ต้องใช้เงินมากใช่ไหม ก็เลยบอกว่าไม่ต้องใช้มาก เรามีน้อยทำน้อย ถ้ามีเงินหนึ่งสตางค์ ก็เข้าไปในวัด บอกผมขอถวายเงินหนึ่งสตางค์นี้เป็นสังฆทานครับเท่านั้น ก็จะมีอานิสงส์ สังฆทาน แกบอกว่าน่าเสียดาย

ก็เลยถามว่า พระพุทธเจ้าเคยไปเทศน์ที่ เทวสภา แล้วทำไมจึงไม่ฟัง พระยายมก็บอกว่าเทวดาองค์นี้เพิ่งเกิดเหมือนกันครับ เพิ่งเกิดวันนี้ทั้งหมด ๓ องค์ ที นี้มองไปดูเทวดาข้างหลัง เอ๊ะ ขาวพรึบเต็มไปหมด เป็นเทวดารุ่นใหม่บ้าง รุ่นเก่าบาง แต่ว่าทุกองค์ผ่านสำนักพระพุทธเจ้า มาแล้วเคยไปเที่ยวนิพพานมาแล้ว ก็ถามว่าท่านทั้งหลายต้องการอะไรบ้างมีไหม? ใครต้องการอะไรยกมือขึ้นหรือบอกมา ทุกองค์พนมมือบอกว่าเต็มแล้วครับ ฟังเทศน์จากพระพุทธเจ้าเต็มแล้ว พระพุทธเจ้าเทศน์ฟังง่าย เข้าใจง่าย ปฏิบัติง่ายผมทำได้ทุกอย่างครับ

เทวดา ๓ องค์ ก็บอกว่า ผมก็อยากจะเห็นพระพุทธเจ้าบ้างทำไมจะได้เห็น ก็เลยบอกว่าเป็นเรื่องของท่าน ฉันบังคับท่านไม่ได้ ฉะนั้นในเมื่อพูดเท่านี้ พระพุทธเจ้าองค์ปฐม ท่านก็มาประทับที่พระแท่นสูงก็หันไปกราบท่าน ทุกองค์ก็ทราบเมื่อกราบท่านเสร็จท่านก็บอกว่า

เทวดาทั้งหลาย ตถาคตมานี่ เพื่อจะเทศน์สงเคราะห์ เทวดารุ่งเก่าที่ฟังเทศน์ไปแล้ว รู้สึกว่ามีสภาวะดีมาก เวลานี้มีเครื่องประดับสวยกว่าเดิม รัศมีกายสว่างกว่าเดิม ก็มีเทวดาใหม่เพียงแค่ ๓ องค์ ที่รัศมีกายไม่เท่าเขา เครื่องประดับ ไม่สดสวยเท่าเขา เพิ่งเกิดใหม่ ฉะนั้นทั้งเก่าและใหม่จงฟังเทศน์ ให้ทุกคนมีความรู้สึกว่าชีวิตนี้ต้องตาย การเป็นเทวดา เป็นนางฟ้า บนสวรรค์ ไม่ใช่เป็นตลอดกาลตลอดสมัย เพราะต้องมีตาย เป็นที่สุด โน่นนรก อยู่ใกล้นรก เห็นนรกไหม ทุกองค์บอกว่าเห็น

อย่าลืมว่า ทุกองค์ ยังมีบาป แต่เทวดารุ่นเก่าที่ฟังเทศน์ไปแล้ว ตัดบาปได้แล้ว มีกำลังเหนือบาป แต่ ๓ องค์นี้ยังมีกำลังไม่เหนือ ให้ตั้งใจ เคารพ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ สามอย่าง นึกไว้อย่างให้ขาดว่าเรามีความเคารพ

ประการต่อไป ตั้งใจรักษาศีล แล้วก็โน่น นิพพาน ท่านก็ชี้ขึ้นข้างบนเห็นสภาพพระนิพพานใสแจ๋ว เห็นชัดเจนหมด ใครนั่งอยู่ ใครเดินอยู่ ใครทำอะไรอยู่ เห็นหมด นิพพานเป็นแดนที่มีความสุข มีวิมานอยู่หลังละองค์ วิมาน ๑ หลังต่อ พระอรหันต์ ๑ องค์ ไม่ปนกัน ถ้าต้องการไปนิพพานให้ตัดสินใจ แบบนี้ว่า

การ เกิดเป็นมนุษย์มันเป็นทุกข์ ก่อนจะตายเราก็ทุกข์ ขณะมีร่างกายดีอยู่ เราก็ทุกข์เพราะการงาน เราไม่ต้องการเป็นมนุษย์ เป็นเทวดาก็ดีจริงแหล่ะ แต่ทว่า มันดีไม่ได้นาน ไม่ช้าก็หมดบุญวาสนาบารมี เราไม่ต้องการอีก เราต้องการพระนิพพานจุดเดียว ทำใจได้ไหม? เทวดาทั้ง ๓ องค์ก็บอกว่า ทำใจได้แล้วขอรับ ดีใจเหลือเกินที่มาพบพระพุทธเจ้าก็กราบ ๓ ครั้ง ถึงเวลา พระพุทธเจ้าก็ลากลับ อาตมาก็กลับ พระยายมก็เข้าที่พัก เทวดาทั้งหมดก็กลับ กลับหรือไม่กลับก็ต้องกลับเพราะเวลามันหมดแล้ว

บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท ท่านผู้ฟังและท่านผู้อ่าน นี่เป็นการบันทึกความจำ จำมาได้แล้วก็บันทึกไว้ ไว้วันหน้า เผื่อใครเขาต้องการจะใช้ ก็ใช้ได้ ถึงเสียงจะไม่ดีก็ไม่เป็นไร พอฟังได้เรื่องขอลาก่อน ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคล สมบูรณ์พูนผล จงมีแด่ท่านผู้ฟังและท่านผู้อ่านทุกท่าน ทุกคน สวัสดี

ที่มา - board.palungjit.com

วันศุกร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2556

วิธีปฏิบัติเพื่อพระนิพพานที่ง่ายและสั้นที่สุด โดย พระราชพรหมยาน (หลวงปู่ฤาษีลิงดำ)


หลวงพ่อพระราชพรหมยาน กราบทูลถามองค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระจุฬามณีชั้นดาวดึงส์ว่า
" คนที่ปฏิบัติเพื่อพระนิพพานจะใคร่ครวญอย่างไรจึงจะง่ายที่สุด สั้นที่สุดพระพุทธเจ้าข้า ? "

องค์สมเด็จพระบรมศาสดาทรงตรัสว่า
เจ้าจงใคร่ครวญอย่างนี้ จงคิดว่าเราเป็นผู้ไม่มีอะไรเลย
ทรัพย์สินก็ไม่มี ญาติ เพื่อน ลูกหลาน เหลนก็ไม่มี
เพราะทุกอย่างที่กล่าวมามีสภาพพังหมด


เราจะทำกิจที่ต้องทำตามหน้าที่
เมื่อสิ้นภาระ คือ ร่างกายพังแล้ว เราจะไปนิพพาน

เมื่อความป่วยไข้ปรากฎ จงดีใจว่า " ภาวะที่เราจะมีโอกาสเข้าสู่พระนิพพานมาถึงแล้ว เราสิ้นทุกข์แล้ว"
ร่างกายเป็นเพียงเศษธุลีที่เหม็นเน่า มีความสกปรกโสโครก ทรุดโทรม เดินไปหาความเสื่อม แตกสลายทุกขณะ
คิดไว้อย่างนี้ทุกวัน จิตจะชิน
จะเห็นเหตุผล เมื่อตาย อารมณ์จะสบาย
แล้วจะเข้าสู่พระนิพพานได้ทันที

โดย พระราชพรหมยาน (หลวงปู่ฤาษีลิงดำ)
board.palungjit.com

พระพุทธเจ้าประสูติแล้วออกเดิน ๗ ก้าวจริงๆ



ถาม : ตอนพระพุทธเจ้าประสูติเดิน ๗ ก้าว หมายถึงเดินทางไป ๗ แคว้น ไม่ได้ก้าวจริงๆ

ตอบ: เดินจริงๆ จ้ะ เดินแบบเกรงใจมากด้วย ยังดีที่ไม่ย่ำต๊อกไปทั่วชมพูทวีปก่อน คนเขาทำไม่ได้ ก็เลยพยายามดึงพระพุทธเจ้าลงมาให้เป็นคนธรรมดาทั่วไป พระโพธิสัตว์ที่สร้างบารมีมาต่ำสุด ๔ อสงไขยกับแสนมหากัป ความสามารถของท่านเกินกว่าที่เราจะคิดถึง อรรถกถาท่านอธิบายไว้ว่า

-  สัตว์บางจำพวก ขณะจุติไม่รู้ตัว ขณะเคลื่อนไปไม่รู้ตัว ขณะลงสู่ครรภ์ไม่รู้ตัว ขณะอยู่ในครรภ์ไม่รู้ตัว ต่อจนคลอดออกมาถึงรู้ตัว อันนี้แย่ที่สุดแล้ว และเป็นบุคคลส่วนใหญ่ด้วย
 สัตว์บางจำพวก ขณะจุติไม่รู้ตัว ขณะเคลื่อนไปไม่รู้ตัว ขณะลงสู่ครรภ์ไม่รู้ตัว ขณะอยู่ในครรภ์รู้ตัว คลอดออกมาก็รู้ตัว
 สัตว์บางจำพวก ขณะจุติไม่รู้ตัว ขณะเคลื่อนไปไม่รู้ตัว ขณะลงสู่ครรภ์รู้ตัว ขณะอยู่ในครรภ์รู้ตัว คลอดออกมาก็รู้ตัว
 สัตว์บางจำพวก ขณะจุติไม่รู้ตัว ขณะเคลื่อนไปรู้ตัว ขณะลงสู่ครรภ์รู้ตัว ขณะอยู่ในครรภ์รู้ตัว คลอดออกมาก็รู้ตัว
 สัตว์บางจำพวกขณะจุติก็รู้ตัว ขณะเคลื่อนไปก็รู้ตัว ขณะลงสู่ครรภ์มารดาก็รู้ตัว ขณะอยู่ในครรภ์มารดาก็รู้ตัว คลอดออกมาก็รู้ตัว

คราวนี้การที่ท่านรู้ตลอด พัฒนาการของท่านก็เลยไม่มีการโดนสกัดขัดขวาง ทุกอย่างทำได้เป็นปกติ เพราะฉะนั้นที่ท่านบอกว่า เกิดมาแล้วเดินได้ ๗ ก้าว เปล่งอภิสวาจาว่าเราเป็นผู้เลิศที่สุดในโลก เราเป็นผู้ที่เจริญที่สุดในโลก เราเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา ขึ้นชื่อว่าการเกิดไม่มีสำหรับเราอีกแล้ว ถ้าคนที่มีสติรู้ตัวอยู่ตลอด พัฒนาการไม่โดนขัดขวางไป ก็ทำได้อยู่แล้ว แล้วเรื่องเดินก็ยิ่งหมูๆ ใหญ่ แต่คราวนี้เขาไม่เชื่อตรงจุดนี้ แล้วก็ไม่รู้ รู้ไม่ถึงตรงจุดนี้ เขาก็ปฏิเสธ มันก็เรื่องปกติ ตัวใครตัวมัน เราก็เลือกทางไปของเรา เขาก็เลือกทางไปของเขา

สนทนากับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
เดือนมกราคม ๒๕๔๗(ต่อ)
ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ

ที่มา - http://board.palungjit.com

วันพฤหัสบดีที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2556

การรักษาศีลข้อที่ ๓ ในศีล ๘



ถาม : ศีลข้อสามในศีลแปด เป็นอย่างไรครับ ?

ตอบ : ห่างผู้หญิง ๓ วาได้จะดี ใกล้กว่านั้นไม่ได้ ใกล้กว่านั้นเดี๋ยวเผลอแตะ..! จริงๆ แล้ว อพฺรหฺมจริยา หมายถึงการที่เราทรงอารมณ์ภาวนาอยู่โดยที่ไม่ส่งใจออกนอกเลย เขาจึงเรียกว่า จริยาอย่างพรหม เพราะพรหมท่านทรงฌานอยู่ตลอดเวลา ในเมื่อทรงฌานอยู่ตลอดเวลา กามราคะก็เกิดไม่ได้ เขาถึงได้เรียกว่าประพฤติพรหมจรรย์ เพราะฉะนั้น..ถ้าตั้งใจจะเอาอพฺรหฺมจริยาจริงๆ ก็แปลว่าต้องไม่หลุดจากฌานเลย

ถาม : แล้วที่เขาไปถืออุโบสถศีล ?

ตอบ : สมัยก่อนถ้าเขาถืออุโบสถศีลก็คือไปนอนที่วัดเลย เว้นจากเรื่องพวกนี้โดยตรง ปัจจุบันนี้จะมีขาประจำอยู่ที่วัดท่าขนุนประมาณ ๓๐ คน วันพระก็จะไปนอนค้างที่วัดเลย

ถาม : แล้วนึกถึงกามสัญญา ?

ตอบ : เรื่องนึกถึงหรือจิตประหวัดถึงเขาเรียกว่า กามสัญญา นับเป็นเรื่องปกติ แต่กายวาจาต้องงดเว้นให้ได้ ไม่ไปพูดจาเกี้ยวเขา ไม่ไปแตะต้องเขาอะไรแบบนั้น

ถาม : ห่าง ๓ วาหรือครับ ?

ตอบ : ๓ วา ตาก็ไม่มอง ปากก็ห้ามพูด อกจะแตกตาย..!

ถาม : อย่างนี้ต้องปฏิบัติในศีล สมาธิ ?

ตอบ : ถ้าไม่มีสมาธิจะตัดตัวนี้ยาก ถ้าจะตัดกามราคะ อย่างน้อยสมาธิต้องทรงตัว

ถาม : ถ้าไปล่วงศีลข้อนี้ใจก็เศร้าหมอง ?

ตอบ : เศร้าหมองก็เป็นเรื่องปกติ เพราะเรายังห้ามความคิดไม่ได้ เพราะฉะนั้น..ถ้าทรงฌานอยู่ความคิดไปในกามก็ไม่มี อยู่กับการภาวนา หลุดออกมาแล้วค่อยฟุ้งใหม่ ตอนที่ทรงฌานอยู่ก็เอาตัวรอดไว้ก่อน ถ้าไม่มีสมาธิส่วนใหญ่แล้วพระเณรอยู่ไม่ได้หรอก


สนทนากับพระครูวิลาศกาญจนธรรม (พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
ณ บ้านวิริยบารมี เดือนมกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๖

วันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

การวางอารมณ์ใจในการตัดสักกายทิฎฐิของตนเอง




การวางอารมณ์ใจในการตัดสักกายทิฎฐิ

ถาม : ทีนี้เวลาภาวนาปกติจะใช้ว่า กายนี้ไม่ใช่ของเรา?
ตอบ : จ้ะ ดีเลยจ้ะ คราวนี้มันไม่ใช่ภาวนาเฉย ๆ มันต้องเห็นอย่างนั้นจริง ๆ เห็นอย่างนั้นจริง ๆ แล้ว จิตยอมรับจริง ๆ โยมลองถามตัวเองว่าร่างกายนี้ใช่ของโยมมั้ย? แล้วให้ใจมันตอบออกมาจริง ๆ ว่า ใช่ หรือไม่ใช่ ไม่ใช่ว่า ตอบ เพราะรู้ว่า ต้องตอบว่าไม่ใช่ถึงจะถูก ถ้าอย่างนั้นใช้ไม่ได้ มันต้องเป็นคำตอบที่ออกจากใจจริง ๆ ว่าไม่ใช่ของของเรา เราไม่สามารถทำให้จิตใจมันยอมรับได้

ก็ดูว่าร่างกายนี่มันประกอบจากอะไร มันก็มีธาตุสี่ ดิน น้ำ ไฟ ลม คราวนี้ดินน้ำไฟลมนี้ก็ต้องแยกเป็นส่วน ๆ ส่วนที่แข็งเป็นแท่งเป็นก้อนเป็นชิ้นเป็นอันคือ ดิน ประกอบไปด้วยขน ผมเล็บฟัน หนัง กระดูกเส้นเอ็น พวกอวัยวะภายในอย่าง ตับไต ไส้ ปอด กระเพาะอาหาร กระเพาะปัสสาวะ เหล่านี้เป็นต้น เป็น ธาตุดิน มันจับได้ต้องได้ มันแค่นมันแข็งเป็นชิ้นเป็นอันเป็นท่อน เราก็แยกเป็นกองไว้ส่วนหนึ่ง ธาตุน้ำคือส่วนที่เหลวไหลไปมาในร่างกายของเรา มีเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง น้ำตา น้ำลาย น้ำดี เหงื่อ ไขมัน ปัสสาวะ อย่างนี้เป็นต้น ไขมันนี้ก็คือไขมันในเลือดน่ะ แล้วก็ธาตุลมก็คือสิ่งที่เคลื่อนไหวไปมา พัดไปมาในร่างกายของเรา ได้แก่ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ลมที่ค้างอยู่ในท้องในไส้ที่เขาเรียกว่าแก็ส ลมที่พัดไปมาทั่วร่างกายไม่ว่าจะพัดขึ้นเบื้องสูง พัดลงเบื้องต่ำ พัดลงทั่วกายที่เขาเรียกว่า ความดันโลหิต แยกไปไว้อีกส่วนหนึ่ง ส่วนที่เป็นความอบอุ่นของร่างกายเรียกว่าธาตุไฟ มีธาตุไฟที่เผาร่างกายให้เสื่อมโทรมลง ธาตุไฟที่เผาผลาญย่อยอาหาร ธาตุไฟที่กระตุ้นร่างกายให้เจริญเติบโตขึ้น เหล่านี้เป็นธาตุไฟ

พอโยมแยกออกเป็นสี่ส่วน ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ กระดูก ไส้ ปอด เหล่านั้นเป็นกองหนึ่ง เลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง น้ำตา น้ำดี เหงื่อ ไขมันเหลว ปัสสาวะ เหล่านี้แยกไว้กองหนึ่ง พวกลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ลมในท้องในไส้ ลมพัดไปมาในเบื้องสูง เบื้องต่ำทั่วร่างกายไว้กองหนึ่ง ความอบอุ่นในร่างกายก็คือไฟธาตุที่ย่อยอาหาร ที่กระตุ้นร่างกายให้เติบโต ให้เสื่อมโทรมแยกไว้กองหนึ่ง หมดเกลี้ยงพอดีไม่มีอะไรเป็นเราเป็นของเรา

พอเราจับเจ้าสี่กองนี้มาปั้นเข้าใหม่นะ เป็นหัวเป็นหูเป็นหน้าเป็นตาขึ้นมา เราก็ไปยึดว่าเป็นเราเป็นของเรา ความจริงมันเป็นเปลือกที่เราอาศัยอยู่ ร่างกายนี้เหมือนกับรถคันหนึ่ง ตัวเราที่เป็นจิตคือคนขับรถ ถึงเวลาที่มันพังไปตามกาลตามเวลาของมัน เราที่เป็นจิตก็ต้องไปหารถคันใหม่ตามบุญตามกรรมที่เราสร้างเอาไว้

เมื่อถึงวาระนั้นถึงตอนนั้นถึงจะเห็นว่าร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราจริง ๆ พยายามแยกแยะอย่างนี้บ่อย ๆ ให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะละเอียดได้ จนกระทั่งจิตใจมันยอมรับจริง ๆ ว่าร่างกายนี้ ไม่ใช่ของเรา ร่างกายคนอื่นก็ไม่ใช่ของเขา ทั้งเขาและเรามีสภาพเดียวกันก็คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป

พอจิตมันยอมรับแล้วต่อไปเราแค่คิดว่า ร่างกายนี้มันไม่ใช่ของเรา มันยอมรับก็ใช้ได้ ต่อไปก็ไม่ต้องคิดมากตอนแรก ๆ นี่ต้องคิดเหมือนยังกับเหวี่ยงแห จะเอาปลาทั้งทะเล แต่หลังจากที่คัดไปคัดมา ก็เลือกเอาปลาตัวที่ดีที่สุด มันก็เหลือนิดเดียว ตอนแรกของการปฏิบัติต้องกระจายออกกว้างมาก แต่พอรวบเข้าแล้วมันจะเหลือแก่นแค่นิดเดียวเท่านั้นใช่มั้ย? ถ้าทำจนใจยอมรับอย่างนี้ต่อไปแล้วจะสบาย เพราะเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรมดา พอโยมเกาะตัวธรรมดาติด หากินได้ตลอดชาตินี้และก็ชาติต่อ ๆ ไปเลย คราวนี้แยกออกแล้วยังจ้ะ

สนทนากับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
เดือนมิถุนายน ๒๕๔๔
ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ
ที่มา - http://board.palungjit.com

การให้ทานในแบบของพุทธศาสนา

ในสเตตัสก่อนผมเขียนไว้ไม่ครบ
อาจทำให้หลายท่านเข้าใจผิดบางประเด็น
จึงขอแจกแจงให้ละเอียดขึ้นครับ

เมื่อพูดถึง ‘การให้ทานในแบบของพุทธ’
ต้องเข้าใจว่าไม่ได้หมายถึงการถวายสังฆทาน
แต่มุ่งเอา ‘จิตคิดให้ เพื่อสละความตระหนี่’ เป็นหลัก

แต่เมื่อกล่าวถึงอานิสงส์แก่ผู้ให้และผู้รับ
นับเอาความสุข ความเจริญ
ที่ผลิดอกออกผลในปัจจุบันกาลและอนาคตกาล
พระพุทธเจ้าก็ตรัสจำแนกแจกแจงไว้ดังนี้

ทานอันดับหนึ่ง ไม่มีอะไรชนะได้ คือธรรมทาน
(สัพทานัง ธัมมทานัง ชินาติ)
ธรรมทานคือการให้ความรู้ ให้มุมมอง ให้แรงบันดาลใจ
ที่จะนำไปสู่การมีที่พึ่งให้ตนเอง ทั้งในการใช้ชีวิตนี้
และการเวียนว่ายตายเกิดต่อๆไปในชีวิตหน้า
ยกเอาสิ่งที่จะทำให้เห็นชัดว่าทำไมธรรมทานจึงเป็นที่หนึ่ง
ต้องดูจากที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า
การตอบแทนพ่อแม่อันสมน้ำสมเนื้อกับที่ท่านให้ชีวิตเรา
คือการทำให้พ่อแม่ (ซึ่งยังไม่เข้าใจธรรม)
ได้เกิดศรัทธาที่ตั้งมั่นในธรรม มีใจตั้งมั่นในทานและศีล
ถ้าทำได้ ก็เรียกว่าเป็นการให้ธรรมเป็นทานอันยิ่งใหญ่ที่สุด
เพราะช่วยผู้ให้กำเนิดชีวิตเรา ปลอดภัยในการเดินทางไกล
ต่อให้ลูกกตัญญู แบกพ่อแม่ไว้บนบ่าให้อึฉี่รดหัวเราตลอดอายุขัย
ก็ยังไม่ชื่อว่าตอบแทนได้เท่าการให้ธรรมเป็นทานแก่พวกท่าน

ทานอันดับสอง คือการรักษาศีล
เพราะเมื่อรักษาศีลแล้ว
สัตว์ที่มีสิทธิ์ได้รับความเดือดร้อนจากการเบียดเบียนของเรา
หรือคู่เวรที่จำต้องถูกเราประหัตประหารหรือทำร้ายกัน
ก็จะได้รับการปลดปล่อยจากเขตอันตราย
หรือได้รับการปกป้องให้ปลอดภัยจากศีลของเรา
แม้เขาทำให้เราผูกใจเจ็บ ก็ได้รับอภัยทานจากเรา
ไม่ต้องตีกันไปตีกันให้เจ็บช้ำน้ำใจกันยืดเยื้อต่อไปอีก

ทานอันดับสาม คือการให้ทรัพย์ ให้แรงงาน ให้กำลังสมอง
เมื่อให้สิ่งที่เรามีเป็นทาน ย่อมได้ชื่อว่าสละความหวงแหน
อันเป็นเหตุให้เกิดความยึดมั่นถือมั่น
นับเป็นต้นทางหลุดพ้นจากการยึดติดผิดๆ

ประเด็นคือการให้ทรัพย์ ให้แรงงาน ให้กำลังสมองนั้น
ถ้าจะดูว่าให้กับใครจัดว่าให้ผลใหญ่ที่สุด
ก็ต้องมองว่า ‘ผู้มีจิตบริสุทธิ์’ หรือ ‘ผู้พยายามทำจิตให้บริสุทธิ์’
คือผู้ที่ทำให้เรารู้สึกดีที่สุด
ลองเทียบดูระหว่างช่วยพระกับช่วยโจร
อย่างไหนทำให้ปลื้มมากกว่ากัน

การทำทานกับสมณะในพุทธศาสนานั้น ถือว่าเลิศสุด
(ย้ำว่าในมุมมองของพุทธเรา)
ดังเช่นที่ในพระไตรปิฎกกล่าวไว้หลายแห่งว่า
เป็นเหตุให้มีจิตผูกพันกับพุทธศาสนา
เป็นปัจจัยให้เข้าถึงมรรคผลนิพพาน

ทั้งนี้ทั้งนั้น การช่วยทุกอย่าง มีผลดีหมด
อย่างเช่น ช่วยกลับใจโจร
ก็ได้ผลเป็นความไม่เดือดร้อนของเราเองในปัจจุบัน
และในกาลข้างหน้าเมื่อเราหลงผิด
ก็ย่อมมีผู้มาช่วยเปลี่ยนความคิดให้เห็นถูกเห็นชอบได้ง่าย เป็นต้น ครับ

ที่มา Dungtrin